คอลัมน์ : สัมภาษณ์
“เชียงใหม่” นครที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าในฐานะ “ศูนย์กลางการบินแห่งอาเซียน” (ASEAN Aviation Hub) ภายในทศวรรษหน้า ด้วยแผนการลงทุนและขยายท่าอากาศยานครั้งใหญ่ ที่คาดการณ์ว่าจะยกระดับขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารถึง 20 ล้านคนต่อปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่คือการพลิกโฉมภูมิทัศน์ (Landscape) ทางเศรษฐกิจ สังคม และผังเมือง ของภาคเหนือทั้งหมด โดยเฉพาะการบินของเชียงใหม่ เป็น “ประตูสู่อาเซียน”
ปัจจุบัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (CNX) แบกรับภาระหนักเกินขีดความสามารถที่ 8.5 ล้านคน โดยมีจำนวนผู้โดยสารพุ่งสูงถึงกว่า 11 ล้านคนต่อปี การอัดฉีดงบประมาณเพื่อขยายสนามบินจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาความแออัด แต่คือยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น “Aviation Hub” ของภูมิภาค ตัวชี้วัดที่สำคัญคือ เที่ยวบินตรง (Direct Flight) จากต่างประเทศจะมิใช่เที่ยวบินตามสลอตการบินช่วงไฮซีซั่นเท่านั้น
ตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Wellness, Medical, MICE) ซึ่งสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของเส้นทางบินระยะไกล
เอทิฮัดเชื่อมมิดเดิลอีสต์-ล้านนา
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สายการบิน “เอทิฮัด” (Etihad Airways) แตะรันเวย์ของสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ เที่ยวบิน EY426 จากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บินเครื่อง Airbus A321LR ความจุผู้โดยสาร 160 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง โดยจะให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จะทำให้แลนด์สเคปการบินภาคเหนือเปิดโอกาสการท่องเที่ยวและการลงทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมตะวันออกกลาง (Middle East) ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
เส้นทางการบินใหม่นี้ถือเป็นเที่ยวบินตรงที่มีระยะทางไกลที่สุดในปัจจุบันของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยมีระยะทาง 4,612 กิโลเมตร ทำลายสถิติเดิมของเที่ยวบิน เชียงใหม่-คันไซ (โอซากา ญี่ปุ่น) ของสายการบิน VietJet Airlines (VZ) ระยะทางประมาณ 3,979 กิโลเมตร
การเชื่อมโครงข่ายการบินระยะไกล (Long Haul Flight) สู่เชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงสูงและพิสัยบินไกล แต่มีความจุผู้โดยสารไม่มาก เช่น Airbus A321LR/XLR (Long-thin Routes) เป็นดัชนีชี้วัดว่าเชียงใหม่กำลังรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มนักธุรกิจที่จะมีอัตราสูงขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ไม่รวมอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่กำลังประสานเที่ยวบินเพิ่มขึ้น

อินเดีย-โตเกียวเล็งเสริมทัพ
นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสายการบิน Etihad Airways เปิดเส้นทางบินตรง “อาบูดาบี-เชียงใหม่” ถือเป็นสัญญาณที่ดี เรียกว่าเป็นเส้นทางบินข้ามทวีป (Long-haul Flight) โดยศักยภาพของท่าอากาศยานเชียงใหม่มีขีดความสามารถรองรับ Route ระยะไกลได้อยู่แล้ว เพราะเป็นสนามบินรหัส CODE E เป็นการกำหนดขนาดที่ใหญ่ที่สุดของเครื่องบินที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ทั้งรันเวย์ ทางขับ และไหล่ทางต่าง ๆ ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ เช่น เครื่องบิน Boeing 777 หรือ Airbus A330 เป็นต้น สามารถรองรับได้ถึงเส้นทางบินจากยุโรปและออสเตรเลีย

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2568 ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ ประเทศญี่ปุ่น มาหารือกับท่าอากาศยานเชียงใหม่ ที่ให้ความสนใจเส้นทางบินตรงเข้ามา ซึ่งมีปริมาณความต้องการจากนักท่องเที่ยวจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สูงมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ว่ามีสายการบินใดในประเทศไทยมีขีดความสามารถในการเปิดบินเส้นทางนี้ได้ อยู่ในขั้นการเจรจา เบื้องต้นสายงานพัฒนาธุรกิจของ ทอท. ได้ไปคุยกับทั้ง 2 สายการบินแล้ว โดยศักยภาพของอากาศยาน อาจจะยังไม่สามารถบินตรงไปที่สนามบินนาริตะได้โดยตรง ต้องแวะพักที่ไต้หวัน หรือไทเปก่อน แล้วต่อไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย คือ สนามบินนาริตะ-โตเกียว อย่างไรก็ตาม จะมีการสรุปในรายละเอียดที่แน่ชัดอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเส้นทางบิน คือ อินเดีย ที่สนใจเปิดเส้นทางบินตรงมาเชียงใหม่ ทางสายงานพัฒนาธุรกิจของ ทอท. สำนักงานใหญ่ อยู่ระหว่างเจรจาและประสานงานถึงความเป็นไปได้ ระยะทางบินอยู่ที่ประมาณ 4 ชั่วโมง บินจากเมืองมุมไบ เดลี และอาห์เมดาบาดรวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางแล้ว กลุ่มยุโรป และออสเตรเลีย เป็นตลาดที่น่าสนใจ เป็นเส้นทางบินข้ามทวีปที่สนามบินเชียงใหม่สามารถรองรับได้ แต่ยังไม่มีสายการบินติดต่อเข้ามา
เชียงใหม่ฮับการบินอาเซียน
ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่มีแผนพัฒนาแบ่งเป็น 2 ระยะ วงเงินงบประมาณราว 15,000 ล้านบาท ระยะที่ 1 (ปี 2569-2572) รองรับผู้โดยสารได้ 16.5 ล้านคน และระยะที่ 2 (ปี 2573-2575) รองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคน โดยก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ มีพื้นที่กว่า 95,000 ตารางเมตร รวมทั้งมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ทำให้มีพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 66,600 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้เป็น 20 ล้านคนต่อปี โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2569
ทั้งนี้ แผนพัฒนาทั้ง 2 ระยะดังกล่าว จะมีการสร้างอาคารคลังสินค้า (Cargo) ใหม่ พื้นที่ราว 12,000 ตารางเมตร รองรับน้ำหนักสินค้าได้ 35,000 ตันต่อปี เนื่องจากคลังสินค้าเดิมค่อนข้างแคบและมีข้อจำกัดเรื่องทางเข้าออก ซึ่งคลังสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งความสำคัญของการบิน ขณะที่ปัจจุบันดีมานด์ของการขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีคลังสินค้าที่ครบวงจรและสะดวกในการขนส่ง จะเป็นแรงดึงดูดสายการบินขนส่งสินค้า (Air Cargo)-โลจิสติกส์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินในอาเซียน และเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือ (จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น) ได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ
ถือเป็นแผนการขยายที่ชัดเจนที่สุด สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 20 ล้านคนต่อปี เพื่อรองรับการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยเส้นทางบินระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม 22 เส้นทาง และโอกาสเปิดเส้นทางใหม่ไปยังจุดหมายปลายทางที่สำคัญทั่วโลก เชียงใหม่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในแผนที่การบินโลก พลิกโฉมภูมิทัศน์เมืองสู่ “ฮับการบินอาเซียน” ในอนาคต
“อีก 10-12 ปี เรายังรองรับผู้โดยสารในระดับ 20 ล้านคนได้ แต่คาดการณ์ว่าผู้โดยสารจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยศักยภาพคงเต็มที่ได้ 20 ล้านคน เมื่อถึงจุดนั้นจำเป็นต้องมองสนามบินใหม่ ซึ่งตามผลการศึกษาของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 จะเชื่อมต่อระหว่างเขตอำเภอสันกำแพง (เชียงใหม่)-บ้านธิ (ลำพูน) โครงการอาจจะเกิดขึ้นเร็วก่อน 10 ปี ก็มีความเป็นไป”
สำหรับโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานล้านนา แห่งที่ 2 จะตั้งอยู่บนพื้นที่ 8,050 ไร่ งบประมาณลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับผู้โดยสาร 24 ล้านคนต่อปี ทางวิ่ง 2 เส้น สามารถรองรับเที่ยวบินได้ 41 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และหลุมจอดอากาศยาน 38 หลุมจอด

เปิดบินตรงญี่ปุ่นดีมานด์พุ่ง
นายสมฤทธิ์ ไหคำ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมหารือกับคณะผู้แทนจาก Narita International Airport Corporation (NAA) ประเทศญี่ปุ่น ถึงแนวทางความร่วมมือด้านการบินและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และกรุงโตเกียว เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เดินทางในเส้นทางไทย-ญี่ปุ่น
รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง เชียงใหม่-โตเกียว ซึ่งทางท่าอากาศยานนาริตะมองว่าหากมีสายการบินของไทยที่จะบินไปโตเกียวก็จะเพิ่มโอกาสในการเชื่อมเชียงใหม่และโตเกียวได้อย่างแน่นอน เพราะดีมานด์ของญี่ปุ่นมีสูงมาก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่หารือร่วมกันคือ พิจารณามาตรการส่งเสริมและสิ่งจูงใจโดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนสำคัญ รวมถึงจำนวนตัวเลขความเป็นไปได้ของผู้โดยสารทั้งขาไปและกลับ ทั้งส่วนลดสำหรับค่าธรรมเนียมการบิน (Aviation Fees) สำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่ และค่าธรรมเนียมการลงจอดและจอด (Landing and Parking Charges)
ทั้งนี้ หากเชียงใหม่เชื่อมกับสนามบินนาริตะได้ จะเพิ่มโอกาสไม่เฉพาะด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสการค้า การลงทุนอุตสาหกรรมในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านโลจิสติกส์-การขนส่งสินค้าที่นักลงทุนญี่ปุ่นผลิตในพื้นที่ภาคเหนือส่งตรงไปโตเกียวจะสะดวกขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งดีมานด์ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้ความสนใจที่จะเข้ามาทั้งท่องเที่ยวและลงทุน คาดว่าเส้นทางนี้จะเริ่มเปิดบินได้ในปี 2569

สายการบินข้ามทวีปจ่อบินอีก
จากการสำรวจและประมวลแนวโน้มของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า สายการบินข้ามทวีป (Long Haul Flight) ซึ่งมีศักยภาพและมีการวางยุทธศาสตร์การบินเชื่อมสู่อาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก และมีแนวโน้มที่จะบินตรงเข้าสู่เชียงใหม่ในอนาคต ได้แก่ 1.Turkish Airlines (IST-CNX) บินตรงจากอิสตัลบูล-ตุรกี 2.Qatar Airways (DOH-CNX) บินตรงจากโดฮา-กาตาร์ 3.IndiGo (DEL-CNX) บินตรงจากอินเดีย 4.Emirates (EK) บินจากดูไบ 5.Aeroflot จากมอสโก-รัสเซีย 6.Korean Air บินจากกรุงโซล-เกาหลี 7.สายการบินจากญี่ปุ่น
ยังไม่รวมถึงผู้ครองตลาดภายในประเทศเดิมทั้งสายการบินไทย และแอร์เอเชีย ที่จะส่งเสริมให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินรอง (Secondary Hub) สำหรับเที่ยวบินตรงสู่ยุโรป เพื่อจับตลาด Point-to-Point (P2P) ที่มีกำไรสูง ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจเชียงใหม่

กล่าวได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันของเชียงใหม่เป็นภาพบวก ที่เริ่มมีสัญญาณแม่เหล็กสูงขึ้น ที่จะดึงไฟลต์บินตรงข้ามทวีป แลนดิ้งสู่พื้นที่ล้านนา ดังนั้น การเดินกลยุทธ์ให้เกิดเส้นทางบินตรงข้ามทวีปที่มีความยั่งยืน เชียงใหม่จำเป็นต้องสร้างฐานอุปสงค์ (Demand) สำหรับ “ที่นั่งราคาสูง” (Premium Cabins) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางกลยุทธ์การดึงดูดด้วยการบริการตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ทั้งการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การแพทย์ Wellness ตลาดไมซ์ ที่มีการบูรณาการแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญ คือ การลดข้อจำกัดและอำนวยความสะดวกด้านการบินด้วยมาตรการจูงใจให้สูงขึ้น และการวางแผนระยะยาวในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพลิกโฉม Aviation Landscape เชียงใหม่สู่ฮับการบินอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า