ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เผยปี’68 จำนวนเที่ยวบินพาณิชย์พุ่งกว่า 6.4 หมื่นเที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน กางแผนปี’69 เร่งอัrเกรดโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าเร่งแผนพัฒนาระยะ 1-2 รองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคน พร้อมเฝ้าระวังวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเส้นทางบินตรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 38 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้าง หัวหน้าส่วนราชการ สายการบิน ผู้ประกอบการ เข้าร่วมพิธี พร้อมแถลงข่าวผลการดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ปี 2568
นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 6 ท่าอากาศยานหลักของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รับโอนกิจการจากกรมการบินพาณิชย์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 มีบทบาทเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ
ปัจจุบันมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 8 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2562 เคยมีผู้โดยสารสูงกว่า 11 ล้านคน ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่ ให้บริการรวม 28 สายการบิน จำนวน 33 เส้นทางบิน ครอบคลุมเมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนและเกาหลีใต้ มีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งหมด
ปี’68 เที่ยวบินเพิ่ม 7%
สำหรับปี 2568 มีเที่ยวบินรวม 64,123 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2567 และมีผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้ารวม 5,414 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 40% สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนผู้โดยสารในปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ยังไม่กลับมา 100% อยู่ที่ราว 83% ซึ่งพบว่าผู้โดยสารชาวจีนมีสัดส่วน 37% อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมแล้วถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี คาดการณ์ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารในภาพรวมอยู่ที่ 5% ต่อปี โดยขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานเชียงใหม่ในระยะ 6 ปีนี้ ยังสามารถรองรับได้ 12 ล้านคนต่อปี
เปิดแผนขยายสนามบินลดความแออัด
โดยในปี 2569 ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีโครงการก่อสร้างเพื่อบรรเทาความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ได้แก่ อาคารสถานีดับเพลิงและกู้ภัย อาคารคลังสินค้า อาคาร Control Post 2 และลานจอดอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน คาดแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2571 รวมถึงโครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบินใหม่จำนวน 6 ชุด ระหว่างเดือนมีนาคม-กันยายน 2569 เพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
นายการันต์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 มีเป้าหมายขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนแบบและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงาน EIA หากแล้วเสร็จจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบประมาณ โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6-7 ปี
ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่มีแผนพัฒนาแบ่งเป็น 2 ระยะ วงเงินงบประมาณราว 15,000 ล้านบาท ระยะที่ 1 (ปี 2569-2572) รองรับผู้โดยสารได้ 16.5 ล้านคน และระยะที่ 2 (ปี 2573-2575) รองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคน โดยก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ มีพื้นที่กว่า 95,000 ตารางเมตร รวมทั้งมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ทำให้มีพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 66,600 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้เป็น 20 ล้านคนต่อปี โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2569
สงครามตะวันออกกลาง ยกเลิก 2 เที่ยวบิน
นายการันต์กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการบินของสายการบินในภูมิภาค โดย Etihad Airways ซึ่งเปิดให้บริการเส้นทาง อาบูดาบี-เชียงใหม่ (AUH-CNX) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ทำการบินสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ได้รับผลกระทบและยกเลิกเที่ยวบินจำนวน 2 เที่ยวบิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
คือเที่ยวบิน EY 426 บินเชื่อมระหว่าง อาบูดาบี-เชียงใหม่ เวลา 21.25-06.10 น. (จันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์) และ EY 427 บินระหว่าง เชียงใหม่-อาบูดาบี เวลา 08.50-13.05 น. (อังคาร พฤหัสบดี เสาร์ อาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างจำนวน 160 คน ทั้งนี้ เป็นการปรับแผนการบินชั่วคราว โดยสายการบินจะประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน และผู้โดยสารสามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางของสายการบินโดยตรง
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีการเตรียมความพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นไปตามกฎของการบินพลเรือน โดยท่าอากาศยานเชียงใหม่ผ่านการตรวจสอบภายใต้โครงการตรวจสอบความปลอดภัยการบินสากลแบบติดตามต่อเนื่อง (USAP-CMA) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งผลเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สะท้อนพัฒนาการด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินของประเทศไทย
