ผู้ผลิตอาหารสัตว์ แนะเกษตรกรปลูกข้าวโพดฤดูกาลใหม่ เตรียมดิน-ลด PM 2.5
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เผยห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงการเตรียมดินเพาะปลูกฤดูกาลใหม่ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์นี้ ขอความร่วมมือใช้วิธี “ไถกลบแทนการเผา” เพื่อร่วมกันลดวิกฤตฝุ่น PM 2.5 พร้อมย้ำนโยบายรับซื้อผลผลิตที่เน้นความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในระดับสากลและรักษาสิ่งแวดล้อม
รายงานข่าวจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่า ในช่วงต้นปีที่เป็นช่วงพักดินและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดฤดูกาลใหม่ เกษตรกรในบางพื้นที่อาจยังมีความเคยชินกับการเผาตอซังเพื่อให้สะดวกต่อการไถแปร แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่การเผาเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
ปัจจุบันโรงงานผลิตอาหารสัตว์ทุกแห่งภายใต้สมาคม มีทิศทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยมีนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดที่ผ่านการเผาตอซังหรือมาจากการรุกป่า

ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้มีเพื่อกดดันเกษตรกร แต่เป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะภายใต้กติกาการค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ อย่างมาตรการ CBAM-Carbon Border Adjustment Mechanism หรือมาตรการปรับภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีหน้าจะต้องมีใบรับรองปลอดการเผาประกอบการนำเข้าด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกรมการค้าต่างประเทศที่กำลังจะออกประกาศให้มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมมีความตั้งใจจริงที่จะสนับสนุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรภายในประเทศให้มากที่สุด แม้จะมีโควตานำเข้าจากต่างประเทศเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด
แต่ความสำคัญอันดับแรกคือการรับซื้อผลผลิตจากพี่น้องชาวไทยให้หมดก่อน ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือต้องไม่เผา-ไม่รุกป่า เราอยากให้เกษตรกรตระหนักว่า การไม่เผาไม่ใช่แค่การทำตามกฎ แต่คือการช่วยกันดูแลสุขภาพของลูกหลานเราเอง และยังเป็นการรักษาใบเบิกทาง ในการขายผลผลิตให้กับอุตสาหกรรม หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งเกษตรกร พ่อค้าคนกลาง และโรงงาน เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมแก้ปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน
ทางสมาคมจึงอยากสื่อสารไปยังพี่น้องเกษตรกรด้วยความปรารถนาดีว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้วิธี “การไม่เผา” เช่น การไถกลบเศษวัสดุลงในดิน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดควันไฟ แต่ยังเป็นผลดีต่อตัวเกษตรกรเอง เพราะจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย เพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในระยะยาว และที่สำคัญจะเกิดประโยชน์แก่สุขภาพของตัวเกษตรกรและคนในท้องถิ่นด้วย
นายพรศิลป์กล่าวว่า หากเกษตรกรรายใดที่อยากจะเลิกเผา แต่ยังไม่มีวิธีการจัดการ สามารถติดต่อไปยังพ่อค้าคนกลางในแต่ละท้องถิ่นที่เกษตรกรทำการซื้อ-ขายข้าวโพดอยู่ประจำ หรือจะติดต่อมาที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย หรือหน่วยงานรัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตร หรือพาณิชย์จังหวัดในท้องที่เพื่อเข้าไปช่วยในเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ สมาคมขอสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาเพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ประสานไปยังสมาคมการค้าข้าวโพดเมียนมาเพื่อให้เตรียมความพร้อมรองรับแนวทางการรับซื้อข้าวโพดไม่เผานี้แล้ว และรวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่จะส่งข้าวโพดเข้ามาที่ประเทศไทย จะต้องมีใบรับรองปลอดการเผาประกอบการนำเข้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันประเทศไทยก็ต้องดำเนินการเลิกเผาเช่นเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป