บล.พาย ชี้หุ้นไทยผันผวนปรับตัวลงต่อเนื่อง 3 ปีติด ย้ำเสน่ห์เหลือเพียงราคาถูกและปันผลสูง-ไม่มีหุ้นที่เป็น Growth Stock หวัง S-Curve ใหม่-ก้าวสู่ซัพพลายเชนดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงเงินลงทุน 2-3 ปีข้างหน้า
นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมายังคงผันผวนและปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 3 ปีติด ถือเป็นการให้ผลตอบแทนติดลบติดต่อกันนานที่สุด หากไม่นับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สาเหตุอาจจะมาจากการที่ประเทศไทยไม่ได้มีหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรม Semiconductor หรือ Data Center อีกทั้งไม่ได้อยู่ใน Supply Chain ของกระแส AI ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ
ด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะโตต่ำและอาจจะเป็นการโตต่ำถาวร จากปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภาวะหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่ภาวะ Aging Society โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 โตเพียง 2% และคาดว่าจะลดเหลือ 1.7% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยไม่มี S-Curve ใหม่ ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ประกอบกับปัจจัยด้านการเมืองของไทยที่ขาดเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่กลับเข้ามาลงทุน แต่ทั้งนี้ความหวังของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่
แม้ว่าความหวังของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่ แต่อาจจะไม่ได้เห็นหุ้นที่เป็น Growth Stock แล้วในช่วง 2-3 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ Valuation ของหุ้นบางอุตสาหกรรมถูกลงมากเช่นกัน เช่น หุ้นในกลุ่มบริการ ได้แก่ หุ้นค้าปลีก ท่องเที่ยว และสื่อสาร ที่เคยพาหุ้นไทยไปแตะ 1,850 จุดในปี 2561 ปัจจุบันหลายบริษัทในกลุ่มเหล่านี้ทำกำไร New High แต่ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้น เพราะตลาดถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก

“หากจะตอบคำถามที่ว่าเสน่ห์ของหุ้นไทยในตอนนี้คืออะไร เราอาจจะมองไปถึงเรื่องราคาที่เหมาะสมและเงินปันผลที่มีการจ่ายในระดับที่สูงมากที่ 4-7% โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 ดังนั้น ในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ เรามองว่ายังมีข้อจำกัดหรือมี Upside ที่ไม่เยอะ ในทางกลับกัน Downside ก็ไม่ได้เยอะเช่นกัน” นายกวีกล่าว
สำหรับดัชนีหุ้นไทยที่ปัจจุบันเกิน 1,000 จุด หากตัด DELTA ที่เป็นผู้นำตลาดออกไป หุ้นได้กลับไปซื้อขายกันที่ 1,000 จุดแล้ว ทำให้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานแข็งแกร่งหลายตัว กลับไปซื้อขายใน Valuation ที่เคยทำเอาไว้ตอนที่ดัชนี 1,000 จุด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยได้รับรู้ข่าวร้ายไปหมดแล้ว และ Valuation จะเป็นจุดที่ดึงให้นักลงทุนกลับเข้ามาเพื่อรับปันผล
ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนจะต้องติดตามในปี 2569 คือการก้าวสู่ S-Curve ใหม่ ในเรื่องของการเป็น Supply Chain ของ Data Center เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ระบบน้ำ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน การสื่อสารและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่จะดึงดูดเม็ดเงินและการลงทุนเข้ามาในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
“ผมเชื่อว่าในปี 2569 ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่จะเกิดความท้าทาย โลกของการลงทุนทั้งหมดจะเจอความท้าทายที่น่าจะมากกว่าในปี 2568 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะอยู่รอดในตลาดแบบนี้ การจัดพอร์ตลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจเติบโตหรือหดตัว โลกจะมีความขัดแย้งหรือมีสงครามอะไรเกิดขึ้น การหาความรู้เพิ่มเติม การบริการพอร์ต การกระจายความเสี่ยงเป็นการรักษาสมดุลของการลงทุนที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในช่วงที่ตลาดผันผวนได้” นายกวีกล่าว