คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
สำหรับปี 2025 อันเป็นปีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่สอง คำอธิบายที่ “เห็นภาพชัด” อาจจะต้องยืมวลีเก๋ ๆ อย่าง “โลกบ้า คนบอ” มาบรรยาย เนื่องจากต้องยอมรับว่าในสมัยที่สองนี้ ทรัมป์ “ปั่นป่วนโลก” อย่างถึงขีดสุด
ด้วยนโยบายเก็บภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าจากทุกประเทศ ในอัตราสูงที่สุดนับจากทศวรรษ 1930 ความปั่นป่วนยิ่งทบทวีคูณเมื่ออัตราการจัดเก็บแทบจะเปลี่ยนแปลงไปมารายสัปดาห์
นโยบายภาษีของทรัมป์ นอกจากจะทำให้เกิดความโกลาหลในตลาดเงิน ตลาดทุน ยังกระแทก “การค้าโลก” อย่างจัง สั่นคลอนการค้า “พหุภาคี” ที่เคยเป็นแกนหลักของการค้าโลก ไปเป็นทวิภาคี และมุ่งหน้าสู่ลัทธิกีดกันการค้า ทั้งที่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจเบอร์ 1 ควรเป็นแบบอย่างที่ดีของโลกในการยึดหลักการนี้
อย่างไรก็ตาม จีนซึ่งเป็นเป้าเล่นงานใหญ่ของสหรัฐ สามารถเอาตัวรอดไปได้ โดยประสบความสำเร็จในการทำให้ “ดุลการค้า” ของจีนเกินดุล 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพราะกระจายความเสี่ยงไปหาตลาดส่งออกอื่นแทนสหรัฐ อีกทั้งใช้แต้มต่อจากเรื่อง “แร่หายาก” มากดดันและต่อกรกับสหรัฐ
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการขึ้นภาษีศุลกากร ก็ปรากฏว่าผลกระทบน้อยกว่าที่คาดเนื่องจากมีระยะผ่อนปรน ที่เปิดให้ผู้นำเข้าอเมริกันนำเข้าสินค้า ก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งมีการเร่งนำเข้าอย่างมากในช่วงต้นปี จึงไม่ส่งผลต่อการขึ้นราคาสินค้าไประยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสต่อ ๆ มา เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะความบูมของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ตลอดจนการบริโภคของชาวอเมริกันที่มีความยืดหยุ่นฟื้นตัวไว
รอยเตอร์ชี้ว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปในปี 2026 “ความไม่แน่นอน” ใหญ่ ๆ ยังมีอยู่ นั่นก็คือภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของสหรัฐ จะยังมีอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ของสหรัฐ ได้มีคำพิพากษาว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรดังกล่าว “ผิดกฎหมาย” เพราะทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีเกินขอบเขต อำนาจนี้ควรเป็นของสภาคองเกรส แต่รัฐบาลได้ต่อสู้และนำเรื่องสู่ศาลฎีกา ซึ่งคาดว่าศาลฎีกาจะมีคำตัดสินภายในต้นปี 2026 อันเป็นประเด็นที่ต้องลุ้นระทึก เพราะหากศาลฎีกายืนคำตัดสินตามศาลอุทธรณ์ อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วจำนวนมหาศาล ซึ่งทรัมป์โอดครวญว่าจะทำให้ประเทศเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่
ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่า ถ้ารัฐบาลแพ้ ก็ยังมีหนทางอื่นที่จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจเก็บภาษีศุลกากรต่อไป แต่ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า “หนทางอื่น” ดังกล่าวค่อนข้างจะซับซ้อนและใช้ได้ไม่กว้างขวาง ดังนั้นขอบเขตของมันจึงจำกัด ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากรัฐบาลแพ้ในชั้นศาลฎีกา อาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐต้องเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่กับบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่มีการทำข้อตกลงไปแล้ว
และนี่ก็จะเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่” ของ “ความไม่แน่นอน” ว่า สุดท้ายแล้วภาษีศุลกากรจะจบลงตรงไหน
นอกจากนี้ ยังต้องลุ้นกันต่อสำหรับข้อตกลง “พักรบการค้า” ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่บรรลุกันไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีระยะเวลา 1 ปี เท่ากับว่าข้อตกลงนี้จะหมดอายุในครึ่งหลังของปี 2026 และต้องยอมรับว่าเป็นข้อตกลงที่มีความ “เปราะบาง” อยู่พอสมควร โดยผู้นำทั้งสองมีความตั้งใจว่าจะพบกันสองครั้งในปี 2026 สิ่งสำคัญก็คือ พวกเขาจะพักรบกันต่อหรือ “เปิดศึก” รอบใหม่
ในซีกของยุโรป ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในปี 2026 ก็คือความสัมพันธ์การค้ากับจีน มีคำถามสำคัญคือยุโรปจะสามารถใช้ภาษีศุลกากรและมาตรการอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ยุโรป เรียกว่า “ความไม่สมดุล” ระหว่างการค้าจีน-ยุโรปหรือไม่ เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกที่น่าเชื่อถือของยุโรปมาหลายปี แต่เงินหยวนที่อ่อนค่าและการที่จีนได้เพิ่ม “ห่วงโซ่คุณค่า” หรือ Value Chain ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกของบริษัทจีน ขณะเดียวกันบริษัทยุโรปกลับมีความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดจีนที่ตอนนี้เติบโตช้าลง
ทางด้านเควิน แฮสเซต ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ ระบุว่า ตนเชื่อว่าศาลฎีกาจะตัดสินในทางที่ “เป็นคุณ” ต่อรัฐบาล และถึงแม้ศาลจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่มีแนวโน้มว่าศาลจะไม่เรียกร้องให้มีการคืนเงินภาษีอย่างกว้างขวางเพราะจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยุ่งยากมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญการค้าโต้แย้งว่า ในแต่ละปีรัฐบาลก็มีการคืนเงินภาษี อย่างภาษีเงินได้ให้กับประชาชนหลายล้านคน ก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้น การคืนภาษีศุลกากรก็ไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้น
ทางด้านบริษัทต่าง ๆ ได้เตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้แล้ว ด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินคืนหากศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลแพ้ เพราะเกรงว่าการคืนเงินจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งบริษัทที่ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าในครั้งนี้ มีทั้ง Costco บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ
รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐอย่างน้อย 9 ราย อาทิ โตโยต้า ทูโช (Toyota Tsusho), ซูมิโตโม เคมิคอล, โยโกฮามา รับเบอร์, ริโก้
Axios เว็บไซต์ข่าวของสหรัฐระบุว่า ทรัมป์ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดียอ้างว่า หากรัฐบาลแพ้ จะต้องจ่ายภาษีคืนมากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และสูญเสียโอกาสการลงทุน อนาคตประเทศจะถูกทำลาย และยังอ้างว่าศาลได้รับตัวเลขภาษีไปผิด ๆ แต่ในความเป็นจริงตัวเลขภาษีศุลกากรที่รัฐเก็บได้ในปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ประมาณ 1.95 แสนล้านดอลลาร์
การที่ทรัมป์อ้างตัวเลขที่ต้องจ่ายคืนเกินจริง ก็เพื่อกดดันศาลให้ตัดสินในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และหวังผลทางการเมืองเพราะทรัมป์ได้สัญญาว่าจะแจกเงินที่ได้จากภาษีศุลกากรให้กับชาวอเมริกันรายละ 2,000 ดอลลาร์