คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
ประเทศไทยมีความเสี่ยงเกิด “วิกฤตการคลัง”
นี่ไม่ใช่คำขู่ เพราะที่ผ่านมามีสัญญาณจากการปรับลดแนวโน้มเครดิตประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับชั้นนำถึง 2 แห่งแล้ว
ซึ่งการปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศเป็น “เชิงลบ”
สะท้อนว่า ประเทศไทยมีโอกาสถูกปรับลด “อันดับเครดิต” ได้ในอนาคต… หากไม่เร่งทำอะไร ?
ข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า ฐานะการคลังของไทยอ่อนแอกว่าประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (BBB+/Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มเร็วและการคลังขาดดุลต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หาก Nominal GDP โตเพียง 3% ต่อปี การขาดดุลอาจเกิน 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะอาจแตะ 70% ภายในปี 2570 เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้า
ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ตั้งเป้าลดการขาดดุลเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ซึ่งเป็นสัญญาณบวก แต่ยังมีความเสี่ยงจากสมมุติฐานการเติบโตของ GDP ที่อาจสูงเกินจริงและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจากอิตาลีชี้ว่า การลดขาดดุลอย่างจริงจังทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และประสิทธิภาพภาครัฐ ช่วยหลีกเลี่ยงการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ไทยสามารถใช้เป็นแนวทางได้ แต่ควรขยายมาตรการให้ครอบคลุม เช่น การขยายฐานภาษี การทำแผนการคลังที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย การเสริมกลไกตรวจสอบงบประมาณ และการปฏิรูประบบราชการ
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ว่า แม้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระยะสั้นไทยจะยังไม่เข้าสู่วิกฤตการคลังในทันที เนื่องจากปัจจุบันไทยยังอยู่ในระดับ Investment Grade และสูงกว่า Noninvestment Grade อยู่ 2 ระดับ แต่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ จะกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความน่าสนใจในการลงทุน
“ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า แผนการคลังระยะปานกลางที่ทำไว้ เมื่อมีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่เข้ามา กระทรวงการคลังก็ต้องผลักดันต่อ อย่างแนวทางปรับภาษี ก็ต้องอธิบายว่า ถ้าไม่ทำ สิ่งที่จะต้องเจอในอนาคตอันใกล้คืออะไร
สิ่งที่น่ากังวลคือ ถ้าประเทศไทยต้องเข้าสู่อีกหนึ่งวิกฤต คือวิกฤตการคลังด้วย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะยากยิ่งขึ้น
“อะไรที่มันจะระเบิด ไปถอดสลักเสีย” ปลัดคลังย้ำ
เช่นเดียวกับ “สักกะภพ พันธ์ยานุกูล” เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่บอกว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาเดินหน้าลดขาดดุลทางการคลังต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศเสี่ยงถูกปรับลดเครดิต
ทั้งหมดนี้ก็หวังว่าการเลือกตั้งรอบนี้ บรรดาพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับประเทศชาติ ที่เสี่ยงจะถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินต่าง ๆ สูงขึ้น ยิ่งกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากขึ้นไปอีก
นี่ไม่ใช่ความกังวลเกินเหตุ หรือตีโพยตีพายไปก่อน แต่เป็นสิ่งที่ถูกเตือนล่วงหน้าแล้วต่างหาก !