เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
Business AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
Economic สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
Finance LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
Economic กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
Biz Movement กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
Real Estate SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
Real Estate เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
Automotive เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
Real Estate SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
ดูทั้งหมด

‘ภัยพิบัติ’โจทย์ใหม่แบงก์-ประกัน ธปท.สั่งทดสอบภาวะวิกฤตเพิ่ม

03 ม.ค. 2569 | 09:17น.

แบงก์-ประกันมองโจทย์เศรษฐกิจปี’69 เจอสารพัดลมต้าน ยกระดับ “ภัยพิบัติ” ความเสี่ยงใหม่ ธปท.สั่งแบงก์ใส่ปัจจัย Climate Change ในแบบทดสอบภาวะวิกฤต Stress Test แบงก์กรุงเทพ-ไทยพาณิชย์ เร่งแผนช่วยลูกค้าปล่อยกู้กรีนไฟแนนซ์ SCB กาง 4 โจทย์ท้าทาย เร่งสปีดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ในภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ ดอกเบี้ยขาลง “กสิกรไทย” เตรียมสำรองเงินกองทุน ผลกระทบต่อพอร์ตสินเชื่อ-ธุรกิจของลูกค้า นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยย้ำความเสี่ยงภัยพิบัติเพิ่ม “เบี้ยภัยพิบัติ” พุ่ง ยันฐานะเงินกองทุนประกันยังแกร่ง

“ภัยพิบัติ” ความเสี่ยงใหม่แบงก์

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยธรรมชาติในประเทศไทยรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้สถาบันการเงินทำแบบประเมินผลกระทบภาวะวิกฤต (Stress Test) เพิ่มเติมในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เข้าไปในการประเมินความเสี่ยงด้วย ซึ่งโจทย์ภัยพิบัติจะเป็นความเสี่ยงใหม่ (New Normal) ที่สถาบันการเงินจะต้องนำมาประเมินผลกระทบ นอกจากการประเมินผลกระทบทางด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

สอดคล้องกับ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ภายใต้การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งธนาคารกรุงเทพดำเนินตามแนวทางของ ธปท. ในการบันทึกข้อมูลและประเมินผลกระทบจาก Climate Change และอุทกภัยไว้ในแบบทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคาร เนื่องจากเห็นว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม และน้ำแล้งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

โดยธนาคารมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน

“เรื่องของความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่มีทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นสิ่งที่ธนาคารดูแลลูกค้าและสอดคล้องกับแผนของ ธปท. และเชื่อว่าทุกธนาคารก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้”

BBLหนุนลูกค้าปรับตัว

นายชาติศิริกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ธนาคารประเมินว่าจะขยายตัวในระดับใกล้เคียง 2% ซึ่งตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่สามารถขยับขยายหรือเติบโตได้มากนัก ส่งผลให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ในธุรกิจของลูกค้าในภาพรวมยังมีความติดขัดไม่คล่องตัวเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดี ภายใต้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราจำกัด ธนาคารพยายามช่วยเหลือลูกค้าเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจผ่านการใช้เครือข่ายสาขาทั้งในและต่างประเทศในการค้าขาย รวมทั้งส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และพยายามหาช่องทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงสามารถเพิ่มโอกาสในการทำธุรกรรม และดำเนินธุรกิจต่อไปได้

SCB ปี’69 ท้าทายมาจากทุกทิศ

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 ประเมินจีดีพีขยายตัวได้ 1.5% โดยมีความท้าทายพอสมควร ทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ เช่น นโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่ยังไม่จบ ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ที่มีมากมาย และในปี 2569 จะมีเรื่องของการเลือกตั้ง จะเห็นว่ามีความท้าทายมาจากทุกทิศทาง

ความเสี่ยงที่ธนาคารให้ความสำคัญ คือ ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่คำถามว่า “จะเกิดหรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า “จะเกิดเมื่อไร” ดังนั้นการวางแผนรองรับในเชิงระบบ ทั้งในภาครัฐและสถาบันการเงินจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะเรารู้ว่าไทยมีปัญหาเรื่องน้ำ จึงต้องวางแผนรองรับระยะยาว และตีกลับมาเป็นการทำ Stress Test เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงเห็นด้วยกับ ธปท.ที่ให้ใส่แผนภัยพิบัติลงในแบบประเมินทดสอบภาวะวิกฤต

เร่งปล่อยสินเชื่อป้อง “ภัยพิบัติ”

ซีอีโอแบงก์ไทยพาณิชย์ระบุว่า สำหรับการเตรียมพร้อมเรื่องภัยพิบัตินั้น เมื่อเห็นว่าในบางพื้นที่มีปัญหาน้ำท่วมแน่ ๆ และมาทุกปี จึงมองเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ตอบโจทย์ด้าน ESG เกี่ยวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องของภัยพิบัติ ซึ่งมีการพูดคุยในธนาคาร แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้การตอบรับในเชิงภาคธุรกิจมากนัก อย่างไรก็ดี เมื่อมีคำถามเรื่องภัยพิบัติมากขึ้น ก็คาดว่าจะได้รับการพิจารณามากขึ้น เช่น ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมหนัก ๆ และมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม หรือสร้างระบบจัดการน้ำท่วม โดยที่แบงก์ก็สามารถนับเครดิตเป็น ESG ได้ หรือ Net Zero จะสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยที่ปล่อย และทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น และธุรกิจสามารถยืนหยัดได้เมื่อมีภัยพิบัติมา

“เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเยอะมาก แม้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ไม่ได้มีสัดส่วนมากตรงนั้น เรายังรู้สึกเลย ดังนั้น ผมเชื่อว่าภัยพิบัติจะมีผลกับ Stress Test และวางแผนทางการเงินของระบบการเงิน ซึ่งในช่วงที่มีแผ่นดินไหว เราก็นำเรื่องความเสี่ยงแผ่นดินไหวเข้ามาใส่ใน Stress Test ด้วย และแผนหลังจากนี้ไป เรื่องภัยพิบัติจะต้องอยู่ใน Stress Test ที่เราจะต้องเอามาดูด้วย”

4 โจทย์ท้าทายระบบแบงก์ปี’69

นายกฤษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้เศรษฐกิจในปี 2569 ที่ยังคงมีความน่ากังวล แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงอีก ทำให้รายได้จากดอกเบี้ย จะเป็นแรงกดดันของทุกธนาคาร ทำให้ธนาคารจะต้องหาเครื่องยนต์ธุรกิจใหม่ที่ทำให้ตัวกำไรและขาดทุน (Profit and Loss) ดีขึ้น

สิ่งที่ทุกธนาคารน่าจะดำเนินการ คือ 1.ประหยัดต้นทุน การดูแลต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ 2.การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ผ่านการสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งในส่วนของแบงก์ไทยพาณิชย์ คือ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งในปี 2568 เติบโต 20% 3.ดูแลจัดการพอร์ตสินเชื่อให้แข็งแรงและปลอดภัย และ 4.การบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพื่อให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้ในภาวะที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวดีขึ้น

“4 ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ทุกแบงก์คิดเหมือนกันหมด ภาพของธนาคารจะต้องบริหารสินทรัพย์เพื่อไม่ให้มีหนี้เสียเกินเป้าที่กำหนด สินเชื่อก็ต้องประคองในเซ็กเตอร์ที่พอเติบโตได้ และที่สำคัญจะต้องสร้างรายได้ที่ไม่ได้มาจากดอกเบี้ย เพื่อให้เป็นกำลังหลักให้ได้ เพราะความเสี่ยงในปี 2569 ยังคงมีอยู่ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและดอกเบี้ยคงยังลงต่อ”

เตรียมพร้อมเงินกองทุนรับมือ

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า โจทย์ที่ ธปท.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ภายใต้สถานการณ์จำลองด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ธนาคารต้องประเมินผลกระทบทางการเงินต่อพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร รวมทั้งต้องประเมินความเสี่ยงผลกระทบต่อทรัพย์สินของธนาคารด้วย โดยธนาคารอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบต่อเงินสำรองและเงินกองทุน ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจาก Climate Risk และเริ่มทำการประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) มาตั้งแต่ปี 2561 และ Stress Test ครั้งนี้ ประเมินเข้มข้นขึ้น ในมุมการวัดผลกระทบเชิงปริมาณ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการสำรองเงินกองทุน ธนาคารได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว และเดินหน้ากำหนดแผนงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

KBANK เร่งดูแลซัพพลายเชนลูกค้า

โดยมีแผนงานสำคัญครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูล (Data Capability) การจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ มูลค่าทรัพย์สิน และการทำประกันภัย ซึ่งไม่เพียงแต่ครอบคลุมทรัพย์สินหลักของลูกหนี้เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงห่วงโซ่อุปทานที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจของลูกค้าด้วย ทั้งนี้ ธนาคารยังมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 อยู่ที่ 19.62%

“ธนาคารไม่ได้มองว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็นเรื่องใหม่ เพราะถ้าพูดถึงแนวปฏิบัติในปัจจุบันในมุมการพิจารณากระบวนการด้านเครดิต ธนาคารได้ผนวกปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ในเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่ในมิติที่เป็นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ก็อาจนับได้ว่าเป็นโจทย์ใหม่ที่มีความท้าทายในหลายด้านที่จะทำให้สามารถประเมินผลได้แม่นยำมากขึ้น”

นายจงรักกล่าวว่า ในอีกมุมหนึ่งธนาคารเล็งเห็นว่า นี่คือโอกาสสำคัญในการที่จะเข้าไปช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงความสำคัญ และเริ่มเตรียมความพร้อม ทั้งในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ ตลอดจนทำแผนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่าง ๆ โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ในโครงการรองรับและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสียหายและผลกระทบต่อธุรกิจของลูกค้า แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารในระยะยาวด้วย

แบงก์โตต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ

ด้านนายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการเติบโตของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 น่าจะยังขยายตัวต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ สิ่งที่ธนาคารเน้นในปี 2569 จะเป็นเรื่องการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด อัดฉีดสภาพคล่อง และสร้างรายได้ภายใต้ 3-4 ธีมหลัก โดยยังเน้นการปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนำทุนไปประกอบธุรกิจเพื่อสร้างรายได้

สำหรับปัจจัยเสี่ยงปี 2569 มองว่าสถาบันการเงินอยู่ในธุรกิจ Risk Management จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน และความเสี่ยงเรื่องของภัยพิบัติ ถือเป็นความเสี่ยงที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกธนาคารจะต้องมีแผนบริหารจัดการรับมือ การเตือนภัย แผนการอพยพ ภายใต้แผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) ไม่ว่าภัยธรรมชาติ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถดูแลเสาหลักของธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ หรือสะดุดให้สั้นที่สุด

แผนรับมือไม่ให้ธุรกิจสะดุด

นอกจากแผนรับมือเรื่องของการดำเนินการไม่ให้สะดุด จะเห็นว่าทุกสถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยการออกมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งมาตรการจะแตกต่างกันตามลักษณะของลูกค้าและประเภทสินเชื่อ เช่น สินเชื่อรถยนต์ อาจพักชำระหนี้ ระยะสั้นกว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากรถยนต์หลักประกันเสื่อมค่าเร็วกว่า เป็นต้น

“ทุกคนบริหารความเสี่ยงรอบด้านอยู่แล้ว ไม่เพียงแค่ภัยพิบัติ เช่น ธุรกิจโบรกเกอร์ข้ามประเทศเมื่อระบบ Cloudflare สะดุด หรือการโจมตีไซเบอร์ ถือเป็นความเสี่ยงที่แบงก์ต้องบริหารตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้น และมีการประเมินทดสอบภาวะวิกฤตผ่านการใส่ปัจจัยต่าง ๆ ลงไป ในการดูแลเสาหลัก ให้สภาพคล่องไปได้ การชำระเงินไม่สะดุด”

มหันตภัยประเด็นสำคัญปี’69

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นสำคัญที่สุดในธุรกิจประกันภัยในปี 2569 คือ “มหันตภัย” ที่เกิดขึ้นในปี 2568 จากต้นปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือและภาคอีสาน และเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่ทำให้ตึกถล่ม ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไม่เคยตระหนักว่าจะมีความเสี่ยงเช่นนี้ในประเทศไทย และปลายปีก็เจอน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ทั้งหมดนี้ทำให้ความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เดิมบริษัทประกันภัยต่อ มองไทยไม่เคยอยู่ในเขตภัยพิบัติ แต่ตอนนี้มองว่าเราอยู่ในเขตภัยพิบัติแล้ว ดังนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยต่อ ในมิติภัยพิบัติ ทำให้บริษัทประกันภัยจะมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อมีต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทจะบริหารพอร์ตของตัวเองอย่างไรที่จะสามารถดำรงศักยภาพการแข่งขัน และดำรงประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงภัยของตัวเองได้”

เสี่ยงขึ้นเบี้ยภัยพิบัติ

ดร.สมพรกล่าวว่า หากดูมิติความมั่นคงของบริษัทประกันวินาศภัยไทย เห็นว่าในปี 2568 มีความท้าทายเกิดขึ้นหลากหลายอย่าง โดยเฉพาะปลายปีมีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ แต่สิ่งที่สะท้อนจากบริษัทประกันภัยทุกบริษัทยังมีความสามารถในการชดใช้สินไหมทดแทนให้กับผู้ประกันภัยได้ โดยยังสามารถดำรงเงินกองทุน (Risk Based Capital : RBC) เฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรมสูงถึง 280% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนด (140%) ถึง 2 เท่า สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยได้อย่างดีเยี่ยม

เพราะทุกบริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาครัฐ มาไว้ที่บริษัทประกันภัยวินาศภัย ดังนั้น บริษัทประกันภัยจำเป็นจะต้องมีบริหารความเสี่ยงของตัวเองไว้ให้เป็นอย่างดี

“แนวโน้มเบี้ยประกันความคุ้มครองภัยพิบัติปีหน้าจะปรับเพิ่มนั้น ในส่วนของบริษัทจะต้องปรับตัว 2 ทาง คือ บริษัทประกันภัยจะมีความระมัดระวังมากขึ้นในการกำหนด Sublimit และบริษัทยังกล้าที่จะรับประกันภัย โดยการคุยกับบริษัทประกันภัยต่อ และอาจจะต้องปรับเพิ่มเบี้ยภัยพิบัติเพิ่มขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี’68 เป็นการพิสูจน์และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า แต่ละบริษัทสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเองได้เป็นอย่างดี และยืนยันที่จะสามารถดูแลประชาชนและมีความมั่นคงที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประกัน ภัยพิบัติ แบงก์