Skip to content

จิตตะ เวลธ์ ชี้ปี’69 โลกการลงทุนเข้าสู่สมดุลใหม่ จับตาบาทแข็ง–ผลการเลือกตั้ง

05 ม.ค. 2569 | 12:23น.
จิตตะ เวลธ์ ชี้ปี’69 โลกการลงทุนเข้าสู่สมดุลใหม่ จับตาบาทแข็ง–ผลการเลือกตั้ง

จิตตะ เวลธ์ เผยปี 2569 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ เติบโตไม่เท่ากัน ด้าน AI Market Prediction ยังมองหุ้นจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นมีโอกาสมากกว่าตลาดอื่น ส่วนเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดต่ำกว่าศักยภาพ พร้อมชี้ค่าเงินบาทแข็งค่า–ราคาทองคำพุ่งสะท้อนความไม่แน่นอน จับตาผลการเลือกตั้งปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลต่อผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนในปี 2569 คือ ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และแข็งค่าสุดตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 2564 เป็นไปตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 ราคาทองคำโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก สะท้อนว่านักลงทุนยังมีความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นมากจากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก

สำหรับมุมมองปี 2569  โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่  ไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต กล่าวคือ บางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้ในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน

โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีการคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 1.5%-1.7% ซึ่งเป็นแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก นอกจากนี้ในปี 2569 เรายังต้องจับตาผลการเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง

จากข้อมูล AI Market Prediction ของ Jitta Wealth ที่สามารถบ่งบอกตลาดถูกแพง ของแต่ละปะเทศในแต่ละปี พบว่า AI ยังชี้เป้าไปที่ประเทศจีนที่มีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยเอง อาจจะมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกอยู่ถึง 9 เท่า แต่ก็มีความกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่

ขณะที่ปี 2568 ถือเป็นอีกปีที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลากหลายมิติ ​ที่มากระทบกับอารมณ์ของนักลงทุนที่ต้องเผชิญกับความผันผวนรุนแรง แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือนักลงทุนที่ยังลงทุนอย่างมีหลักการและรักษาวินับในการลงทุนไว้ได้ ยังช่วยให้พอร์ตลงทุนได้รับผลกระทบน้อยและเติบโตต่อเนื่อง โดยเหตุการณ์หรือปัจจัยเด่นๆ ที่กระทบต่อตลาดหุ้นและการลงทุน ได้แก่

  1. ความผันผวนที่มาจาก Liberation Day เหตุการณ์ Liberation Day ของประธานาธิบดีทรัมป์มาพร้อมกับการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ (Tariffs) ที่กระทบต่อการลงทุนทั่วทั้งโลก ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  2. ยุค AI สร้างการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่ผ่านมา คือกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทในกลุ่ม Magnificent 7 ก็ได้รับอานิสงส์จาก AI
  3. แรงส่งจาก “ดอกเบี้ยขาลง” ปลดล็อกมูลค่าหุ้นเติบโตการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ในปี 2568 ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดทุนและสินทรัพย์ลงทุน โดยทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจลดลงและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และกลุ่มตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลยังได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ในทางกลับกัน ภาคธนาคารพาณิชย์อาจเผชิญแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่น้องลง ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรในระยะสั้น และค่าเงินบาทมีความผันผวนตาม Fund Flow ที่ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นทำให้ปัจจุบันค่าเงินไทยบาทแข็งค่าเป็นอย่างมากและเมื่อเทียบกับ USD แข็งค่าไปแล้วกว่า 3% (ข้อมูล ณ​ วันที่ 29 ธันวาคม 2568)

นายตราวุทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบทำให้ตลาดมีความผันผวนต่อเนื่องและเร็วขึ้น (Increased Volatility) โดยแนวโน้มความผันผวนในตลาดการเงินจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วและรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากในยุคที่ Information Flow รวดเร็ว และมีปัจจัยอย่าง AI Trading หรือ Global Connectivity ทำให้วัฏจักรของตลาด (Market Cycle) หมุนเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีตมาก เมื่อก่อนวัฏจักรนี้อาจกินเวลา 5-10 ปี เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง หรือ Subprime แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและอิทธิพลของ Social Media ทำให้วัฏจักรความหวังความตื่นเต้นและหวาดกลัวอาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน และในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนที่พยายามจะจับจังหวะ (Timing the Market) อาจเป็นเรื่องยากมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจมาเร็วและรุนแรงมากขึ้น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนเฉพาะเจาะจงในตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่ง จำเป็นต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ที่แม่นยำมากกว่าเดิมในทุกๆ มิติ เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนได้ว่าตลาดนั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรการลงทุน ทั้งการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงข้อมูลย้อนหลัง เพื่อประเมินผลกระทบและคาดการณ์ตอบแทนได้อย่างแม่นยำ