บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุยในจังหวัดเชียงใหม่สำเร็จ
พร้อมจัดทำจุดบริการ Trail Head ระเบียงชมวิว และติดตั้งป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอดแนวเส้นทาง ก่อนส่งมอบให้แก่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อชูให้เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำที่อยู่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด หรือที่เรียกว่า “ป่าหลังบ้านของเมืองเชียงใหม่”

มานนีย์ พาทยาชีวะ เลขาธิการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เปิดเผยว่า มูลนิธิดำเนินภารกิจหลักในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2550
เริ่มจากเส้นทางแรกที่กิ่วแม่ปาน และขยายผลมาจนถึงปัจจุบันครบ 11 เส้นทางใน 3 ภูมิภาคหลัก คือ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ โดยมุ่งเน้นการสร้างแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าใกล้ชิดธรรมชาติได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา

การคัดเลือกพื้นที่ยอดดอยปุยเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติลำดับที่ 11 นั้น ผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เป็นป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญ มีคุณค่าทางธรรมชาติและศักยภาพพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ และมีความร่วมมือที่ดีจากภาคีเครือข่าย ทั้งอุทยานและชุมชนโดยรอบ
เมื่อทีมงานเดินทางมาสำรวจพบว่าพื้นที่นี้มีความพิเศษตรงที่เป็น “ป่าหลังติดเมือง” สามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่มาถึงได้ภายในไม่ถึงชั่วโมง แต่กลับพบผืนป่าที่แตกต่างจากในเมืองอย่างชัดเจน พร้อมมีผู้คนหลากหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักดูนก นักท่องเที่ยว นักวิ่งเทรล หรือนักปั่นจักรยานภูเขา

จุดเด่นที่สำคัญของเส้นทางนี้ คือ “นิเวศประวัติศาสตร์” ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ตามช่วงเวลา แต่ยังคงรักษาผืนป่าไว้ได้ ตั้งแต่ตำนานปู่แสะย่าแสะ พระนางจามเทวี จนถึงพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งล้วนเป็นกุศโลบายในสมัยโบราณที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าทำลายป่าที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5-6 มีนักพฤกษศาสตร์ชาวต่างชาติอย่างคุณหมอคาร์ (Dr. Kerr) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของพฤกษศาสตร์ไทย เข้ามาสำรวจและบันทึกพืชพันธุ์หลายร้อยชนิด บางชนิดพบเฉพาะที่นี่แห่งเดียว และถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ เช่น Kew Gardens ในลอนดอน

ทีมงานค้นพบเรื่องราวน่าสนใจเมื่อพบตัวอย่างผึ้งที่ปักหมุดในพิพิธภัณฑ์ และเขียนคำว่า “Suthep” สะท้อนให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่นี้มีคุณค่าระดับสากล แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการปลูกฝิ่นในยุคหนึ่ง แต่ก็มีการฟื้นฟูโดยหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการดูแลรักษาพื้นที่ให้คงความอุดมสมบูรณ์
โครงการนี้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั้งหมด 3 เส้นทาง เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย โดยใช้หลักการก่อสร้างที่เน้นความกลมกลืนและเป็นมิตรกับระบบนิเวศ มีสิ่งปลูกสร้างเพียงเท่าที่จำเป็น
เส้นทางที่ 1 คือ เส้นยอดดอยปุย-ดอยหัวหมู ระยะทาง 4.9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 3.5 ชั่วโมง มีจุดสื่อความหมาย 10 จุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท้าทายและเรียนรู้เชิงลึก
เส้นทางที่ 2 คือ เส้นทางมรกต ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร เดินไปกลับทางเดิมประมาณ 3.5 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและสัมผัสธรรมชาติโดยไม่ต้องการความยากลำบากมากนัก เป็นเส้นทางที่นักดูนกนิยม

และเส้นทางที่ 3 คือ เส้นทางไปบ้านขุนช่างเคี่ยน ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เป็นเส้นทางย้อนรอยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง พร้อมสัมผัสวิถีชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างสมดุล
นอกจากนี้ มูลนิธิยังได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติแล้วเสร็จไปก่อนหน้านี้รวม 10 เส้นทาง ประกอบด้วย ในจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 4 เส้นทาง คือ เส้นทางยอดดอย เส้นทางกิ่วแม่ปาน เส้นทางอ่างกา และเส้นทางผาดอกเสี้ยว
อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย 1 เส้นทาง คือ เส้นทางน้ำตกมณฑาธาร ในจังหวัดนครศรีธรรมราช อุทยานแห่งชาติเขาหลวง 4 เส้นทาง คือ เส้นทางน้ำตกพรหมโลก น้ำตกกะโรม น้ำตกอ้ายเขียว และเส้นทางน้ำตกกรุงชิง และในจังหวัดชัยภูมิ อุทยานแห่งชาติภูแลนคา 1 เส้นทาง คือ เส้นทางผาหัวนาค

มานนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้างคุณค่าหลายมิติ ทั้งการดูแลรักษาระบบนิเวศ สร้างรายได้ให้ชุมชน และอนุรักษ์วัฒนธรรม
โดยหลังการพัฒนาเสร็จสิ้น จะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น ค่ายเยาวชน แหล่งเรียนรู้แบบ One Day Trip เพื่อให้คนกับธรรมชาติกลับมาเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
เส้นทางนี้จะเป็นตัวสะท้อนและตอบคำถามว่าทำไมเราต้องรักษาพื้นที่ป่า เมื่อผู้คนได้เข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความสบายใจ อากาศบริสุทธิ์ หรือความงดงามของธรรมชาติ ก่อเกิดแรงบันดาลใจในการดูแลรักษาป่าไว้ให้คงอยู่สืบไป