ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อ ยืนยันเวเนซุเอลาไม่ใช่โมเดลให้จีนเลียนแบบในกรณีไต้หวันได้ เนื่องจากสถานการณ์ไม่เหมือนกัน
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ฉบับเผยแพร่วันที่ 8 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อถูกถามถึงบทเรียนที่สี จิ้นผิงอาจได้รับ จากปฏิบัติการทางทหารอย่างเด็ดขาดในเวเนซุเอลา โดยระบุว่า ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ว่าจะทำอย่างไรกับไต้หวัน แต่เขาจะไม่พอใจอย่างมาก หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
“เขา (สี จิ้นผิง) ถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน นั่นเป็นเรื่องที่แล้วแต่ ว่าสีจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไป แต่ผมแสดงให้เขาเห็นแล้วว่า ผมจะไม่พอใจอย่างมากหากสีทำเช่นนั้น และผมคิดว่าเขาจะไม่ทำอย่างนั้น ผมหวังว่าเขาจะไม่ทำอย่างนั้น” ทรัมป์กล่าว พร้อมทั้งระบุว่า ไม่ได้มองสถานการณ์ 2 อย่างนี้เหมือนกัน เพราะไต้หวันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อจีน ในแบบเดียวกับที่รัฐบาลของนิโคลัส มาดูโร เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ
นอกจากนี้แล้ว ทรัมป์ยังย้ำความเชื่อของตนอีกครั้งว่า สี จิ้นผิง จะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นผลเสียต่อไต้หวัน ในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2029
“เขาอาจทำหลังจากมีประธานาธิบดีคนใหม่ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำในขณะที่ผมยังเป็นประธานาธิบดีอยู่” ทรัมป์ระบุ
อย่างไรก็ดี รัฐบาลภายใต้ทรัมป์ ระบุในเอกสารยุทธศาสตร์เมื่อปี 2025 ว่า มีเป้าหมายจะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับจีน เกี่ยวกับกรณีไต้หวันและทะเลจีนใต้ การสร้างกองกำลังทหารที่มีแสนยานุภาพแก่สหรัฐและพันธมิตร ขณะที่ จีนมองว่าไต้หวันซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของจีน และไม่เคยละทิ้งการใช้กำลัง เพื่อนำไต้หวันมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน
นายหลิว เผิงหยู โฆษกสถานทูตจีนประจำสหรัฐกล่าวว่า ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องภายในของจีนโดยแท้ วิธีแก้ปัญหาจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของอธิปไตยจีน
แม้สหรัฐจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน อีกทั้งมีหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะต้องจัดหาเครื่องมือหรือหนทางให้ไต้หวันป้องกันตนเอง โดยกรณีดังกล่าว สร้างความไม่พอใจในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-จีน มานานหลายปี