ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม ตลาดกังวลอุปทานอิหร่านที่ปรับลดจากความไม่แน่นอนในประเทศ
ราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้น หลังตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบของอิหร่านที่ปรับลดลงจากความไม่แน่นอนภายในประเทศ
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้น หลังความกังวลต่อการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 69 ที่ผ่านมาว่า สหรัฐอาจเข้าพบเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน รวมทั้งได้ติดต่อกับฝ่ายค้านและกดดันผู้นำของอิหร่าน
โดยประธานาธิบดีสหรัฐขู่ว่าจะดำเนินมาตรการทางทหารที่เกี่ยวกับความรุนแรงที่ร้ายแรงต่อผู้ประท้วง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบของอิหร่านปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตประมาณ 50 วัน อันเนื่องจากการปรับตัวลดลงของการซื้อน้ำมันดิบจากประเทศจีน รวมทั้งการปกป้องอุปทานของอิหร่านจากการโจมตีของสหรัฐ
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 12 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 59.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.38 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 63.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นักลงทุนยังคงจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานจากรัสเซีย เนื่องจากการโจมตีของยูเครนที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานด้านพลังงาน และโอกาสของการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นของสหรัฐ หลังประธานาธิบดีสหรัฐได้อนุญาตให้ร่างกฎหมายคว่ำบาตรโดยมุ่งเป้าไปยังประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยวุฒิสมาชิกได้กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะพุ่งเป้าไปยังประเทศจีน อินเดีย และบราซิล ที่มีการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย
เวเนซุเอลามีแนวโน้มที่จะกลับมาส่งออกน้ำมันดิบอีกครั้งหลังการขับไล่ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาเตรียมส่งมอบน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรมากถึง 50 ล้านบาร์เรลให้กับสหรัฐ แม้ว่าบริษัทน้ำมันหลายแห่งจะแข่งขันกันเพื่อบรรลุข้อตกลงของรัฐบาลสหรัฐ แต่การขนส่งน้ำมันดิบของเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อนและท้าทาย จากท่าเรือที่เก่า การเคลื่อนย้ายน้ำมันที่ขาดแคลนเรือขนาดเล็ก รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ หลังถูกคว่ำบาตรในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ธนาคาร Goldman Sachs ของสหรัฐ คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้ จากแรงกดดันของอุปทานใหม่และส่วนเกินในตลาด หลังคาดการณ์ว่ากลุ่มโอเปกจะไม่มีการลดกำลังการผลิตอีก แม้ว่ายังคงมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่านที่ยังคงขับเคลื่อนความผันผวนของตลาดต่อไป
