Skip to content

ผยง ชี้ “ประชานิยม” คือสเตียรอยด์ ทับถมชีวิตขึ้นจากหลุมไม่ได้

14 ม.ค. 2569 | 07:33น.
ผยง ชี้ “ประชานิยม” คือสเตียรอยด์ ทับถมชีวิตขึ้นจากหลุมไม่ได้

“ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย มองนโยบายแบบประชานิยม คือยาสเตียรอยด์ ทับถมชีวิตให้ขึ้นจากหลุมไม่ได้ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจ 20 ปีที่ผ่านมาสะท้อนไทยกินบุญเก่า แนะประชานิยมต้องมาพร้อมการสร้างรายได้ 

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวในเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” ว่าอยากจะฝากไว้ 3-4 เรื่องคือ 1.การได้มาของระบบ เพราะไม่มีการตรวจสอบ 2.การมีข้อมูล (Data) เพื่อสร้างระบบประชานิยม หรือสร้างระบบสวัสดิการ หากเน้นแจกแต่ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่ม จะเป็นการแจกแบบ “เททิ้ง” แบบการให้ “ยาสเตียรอยด์” เป็นการทับถมและให้ชีวิตเขาอยู่ใน “หลุม” ไม่สามารถขึ้นมาจากหลุมได้

3.หากดูประชานิยมที่วัดจากผลิตภาพ คืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งใน 65% ของจีดีพีสร้างโดย 1% ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ยังมีคนอีก 99% ถูกทิ้งไว้ชายขอบ ภายใต้เศรษฐกิจนอกระบบ 48% ซึ่งสูงที่สุดในโลก ภายใต้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สะท้อนว่าใน 20 ปีที่ผ่านมาไทย “กินบุญเก่า”

“สิ่งที่เป็นห่วงคือ ข้อมูลที่ทุกคนพยายามกวาดมากอง แต่เกิดจากอำนาจแต่ละหน่วยงาน เราจะสร้างสะพานเชื่อมได้อย่างไร และสร้างโจทย์ให้ระบบข้าราชการ เอกชน ภาควิชาการสามารถตั้งโจทย์ โดยเราเห็นนโยบายพรรคการเมือง แต่เรายังไม่เห็น Action Plan เลย”

หากดูนโยบายในส่วนของ “กลุ่มเปราะบาง” จะเห็นอาศัยนโยบายการลดหนี้ การ Hair Cut หนี้ ลดดอกเบี้ย แต่หากถามว่าคนจ่ายคือใคร คือคนชั้นกลาง (Middle Class) แต่หากเป็นประเทศที่ “เงินหมด” และใครจะมา “Hair Cut หนี้ให้” ซึ่งหากเกิด Shock หรือเกิดอะไรฉุกเฉินกับโลก เช่น Climate Change หรือนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) จะเห็นว่าเราไม่มีอะไรมารับมือ เพราะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง เมื่อเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ประกอบกับไทยเจอปัญหาประชากรวัยแรงงานถาโถมเข้ามาอีก

“นโยบายการสร้างรายได้ เราควรมองหาสมการที่มาพร้อมกับการจ่ายประชานิยม เพราะตอนนี้งบดุลจะไม่สมดุล เพดานหนี้ถ่างขึ้น เช่น การดึงดูด Data Center เข้ามา ซึ่งเราเอาทรัพยากรให้เขาแล้ว แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในประเทศเลย ดังนั้น นโยบายแครอตจะต้องมาควบคู่กับสติ๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เป็นข้อถกเถียงสาธารณะ เพื่อแสวงหาข้อมูล”