Skip to content

สหรัฐอาจไม่คืนเงินชดเชย เตือนชาติเจอวิกฤต หากศาลสูงสุดคว่ำภาษี

13 ม.ค. 2569 | 12:45น.
สหรัฐอาจไม่คืนเงินชดเชย เตือนชาติเจอวิกฤต หากศาลสูงสุดคว่ำภาษี

ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนสหรัฐเจอปัญหาซับซ้อน และอาจไม่จ่ายชดเชยค่าภาษี แก่บริษัทหรือประเทศที่เกี่ยวข้อง หากศาลสูงสุดตัดสินคดีภาษีต่างตอบโต้ว่า ผิดกฎหมาย ซึ่งหลายฝ่ายจับตาคำพิพากษาที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 14 ม.ค.นี้ 

ยูเอสเอ ทูเดย์ (USA Today) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เตือนถึงหายนะทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐ และอาจไม่คืนเงินภาษี หากศาลสูงสุด (The Supreme Court) ตัดสินว่า คดีภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ผิดกฎหมาย

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูทโซเชียล (Truth Social) วันที่ 12 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ระบุว่า ถ้าศาลสูงสุดตัดสินคว่ำภาษีศุลกากร อาจทำให้สหรัฐต้องจ่ายเงินภาษีคืนหลายแสนล้านดอลลาร์ และยังไม่ใช่แค่เงินชดเชยค่าภาษี แต่ยังรวมถึงจำนวนเงินชดเชยที่บริษัทหรือประเทศต่าง ๆ อาจร้องขอ จากค่าใช้จ่ายไปกับการลงทุนในสหรัฐ รวมถึงการสร้างโรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อแลกกับอัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำลง 

เมื่อรวมการลงทุนเหล่านี้แล้ว เรากำลังพูดถึงเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ ! จะเป็นเรื่องโกลาหลวายป่วงอย่างมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะจ่ายคืน… กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าศาลสูงสุดตัดสินค้านภาษี เราซวยแน่ !” ทรัมป์ระบุ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐยังเชื่อมโยงกรณีที่ตัดสินในแนวทางนี้ เท่ากับศาลตัดสินต่อต้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐด้วย

 

 

ในปี 2025 รัฐบาลกลางสหรัฐ เก็บภาษีศุลกากรได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.2 ล้านล้านบาท) เป็นผลมาจากมาตรการภาษีของทรัมป์ ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าทั่วโลก 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มกราคม ศาลสูงสุดสหรัฐระบุบนเว็บไซต์ว่า จะมีคำพิพากษาในคดีใหญ่ ๆ ครั้งต่อไป ในวันที่ 14 มกราคมนี้ แต่ไม่ได้มีการประกาศว่าคดีใดบ้างที่จะถูกตัดสิน ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าจะเป็นคดีภาษีหรือไม่

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เนื่องจากสหรัฐขาดดุลการค้า โดยอาศัยพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA of 1977) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีควบคุมธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินเมื่อมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

หากศาลสูงสุดตัดสินคัดค้านการใช้อำนาจฉุกเฉินของผู้นำสหรัฐในการกำหนดภาษีนำเข้า จะเป็นการทำลายหัวใจสำคัญของนโยบายและทำลายเครื่องมือที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจาการค้ากับประเทศอื่น อีกทั้งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและขอบเขตการใช้อำนาจบริหารของทรัมป์

คืนภาษี ไม่อยู่ใน DNA รัฐบาล

รอยเตอร์ (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 10 มกราคมว่า กระทรวงการคลังสหรัฐ มีเงินสดอยู่เกือบ 7.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.2 ล้านล้านบาท) เพียงพอและครอบคลุมที่จะคืนเงินภาษี ขณะที่สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่เป็นปัญหาหากเราต้องคืนเงิน แต่ถ้าต้องคืนจริง ซึ่งผมคิดว่าจะไม่เกิดขึ้น ก็จะเป็นเพียงการสิ้นเปลืองหรือไร้ประโยชน์สำหรับบริษัทต่าง ๆ และกรณีคอสโก้ (Costco) ซึ่งทำธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐเพื่อขอคืนเงินภาษีนั้น คำถามที่ตามมา คือคอสโก้จะนำเงินชดเชยค่าภาษีไปคืนให้ลูกค้าหรือไม่

ทรัมป์โพสต์อีกว่า… แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะจ่ายคืน ใครก็ตามที่บอกว่า การคืนเงินสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วนั้น เป็นสิ่งผิด ไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับปัญหาที่ทั้งใหญ่และซับซ้อนนี้

พีบีเอส (PBS) รายงานเมื่อวันที่ 8 มกราคมว่า บางบริษัทคาดการณ์ว่า แม้ศาลจะเพิกถอนมาตรการภาษีของทรัมป์ แต่ทรัมป์จะไม่ทำให้การขอเงินคืนเป็นเรื่องง่าย

“การคืนเงินไม่ใช่ธรรมชาติ (DNA) ของรัฐบาล และทรัมป์ก็คงไม่อยากคืนเงิน” จิม เอสตีล ซีอีโอของ Danby Appliances บริษัทสัญชาติแคนาดา ซึ่งจำหน่ายตู้เย็นขนาดเล็ก ไมโครเวฟ และเครื่องซักผ้าผ่านร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ กล่าว

สินค้าเหล่านี้ผลิตในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของมาตรการภาษี สมมุติหาก Danby Appliances สามารถขอเงินคืนได้ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 219 ล้านบาท) 

นอกจากนี้ เอสตีลยังกล่าวถึงความกังวลว่า ลูกค้าจะต้องการส่วนแบ่งจากเงินชดเชยด้วย

“การคืนเงินคงจะยุ่งเหยิงไปหมด” เอสตีลระบุ