Skip to content

สหรัฐ-เวเนซุเอลา ไม่เขย่าตลาดน้ำมันโลก

23 ม.ค. 2569 | 08:54น.
สหรัฐ-เวเนซุเอลา ไม่เขย่าตลาดน้ำมันโลก
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์ TISCO ESU

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มต้นปีด้วยการเซอร์ไพรส์โลกอีกครั้ง หลังสั่งปฏิบัติการทหารสหรัฐ เพื่อเข้าบุกจับ นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุอาลา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ตอกย้ำสัญญาณแทรกแซงการเมืองเหนือซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) อย่างจริงจังตามแนวทาง Trump Corollary ที่ถูกระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงชาติซึ่งได้ประกาศเมื่อปลายปีก่อน

ตลาดบางส่วนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลากลับมาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีนี้ อย่างไรก็ดี TISCO ESU ประเมินว่าผลกระทบต่อสมดุลน้ำมันโลกในปี 2569 ยังคงจำกัด จากทั้งกระบวนการ ด้านการเมือง กฎหมาย และธุรกิจที่ต้องใช้เวลา โดยในขั้นแรก คาดว่าต้องใช้เวลาขั้นต่ำนานหลายเดือน ในการเปลี่ยนผ่านการเมือง จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Regime Change) ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังจากมาดูโรซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกบังคับให้ลงจากตำแหน่งอย่างฉับพลัน และหากเกิดความไม่ราบรื่นใด ๆ ระยะเวลาดังกล่าวอาจยืดเยื้อออกไปอีก

หลังจากนั้น เวเนซุเอลาจำเป็นต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ พร้อมปรับโครงสร้างบริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA และแก้ไขกรอบกฎหมายให้เอื้อต่อการดำเนินงาน เพื่อรองรับการร่วมทุนกับต่างชาติ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐ จะต้องเข้ามาประเมินแหล่งผลิต วิเคราะห์ความคุ้มค่า (Feasibility Analysis) และเสนอแผนต่อคณะกรรมการเพื่ออนุมัติการลงทุน เพื่อพิจารณาว่าโครงการใดมีความคุ้มค่า และสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ระดับราคาน้ำมันเท่าใด

ทีมผู้บริหารจะต้องนำผลการประเมินเหล่านี้เสนอต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดและจังหวะของการลงทุน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2571-2572 นับเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในอีก 3-5 ปีข้างหน้า มากกว่าที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยในปีนี้

นอกจากนี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเร่งกดดันให้บริษัทน้ำมันสหรัฐ เข้าไปลงทุนผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็น “ภารกิจเพื่อชาติ” (Patriotic Mission) ทว่าในความเป็นจริงก็ไม่ง่ายนัก โดยการประชุมระหว่างทรัมป์และกลุ่มผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐ ที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือน ม.ค. ก็มีสัญญาณที่สอดคล้องกับมุมมองของเรา จากเสียงสะท้อนของภาคเอกชนที่ระบุว่าภาวะแวดล้อมเชิงกฎหมายของเวเนซุเอลาในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่สามารถลงทุนได้ และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เสียก่อน จึงจะเปิดทางให้บริษัทน้ำมันเข้าไปลงทุนได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งจากการประเมินของนักวิชาการชี้ว่า การจะรื้อฟื้นและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในอดีต อาจต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงคงมุมมองราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงต้นปี ก่อนจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวไปทดสอบระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงกลางปีถึงปลายปี 2569

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น มองว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลายังค่อนข้างเป็นลบต่อราคาน้ำมัน (Slightly Bearish) โดยเฉพาะหลังจากประกาศของทรัมป์ว่า จะให้สหรัฐเข้าซื้อน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรไว้และไม่สามารถส่งออกได้ก่อนหน้านี้ ในปริมาณราว 30-50 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดนำเข้า-ส่งออกน้ำมันขึ้นในระยะสั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมันโลก