เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ดูทั้งหมด

เอสซีจี เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี”61 โต 6% เทงบลงทุนครึ่งปีหลังอีก 3 หมื่นล้าน

25 ก.ค. 2561 | 15:57น.

เอสซีจี เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2561 โต 6% เทงบลงทุนครึ่งปีหลังอีก 3 หมื่นล้าน มุ่งธุรกิจหลักในอาเซียน ควบคู่ธุรกิจค้าปลีก-กระจายสินค้า หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล-นวัตกรรม สร้างการเติบโตยั่งยืน ดันยอดทั้งปี’61โต 10%

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2561 มีรายได้จากการขาย 120,447 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มีปริมาณขายและราคาขายเพิ่มขึ้น

โดยมีกำไรสำหรับงวด 12,402 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ และรายได้เงินปันผลรับจากเงินลงทุนในธุรกิจอื่นลดลง แต่ยังคงใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพราะแม้ว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากช่วงฤดูกาลซบเซาของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แต่ยังมีรายได้เงินปันผลรับจากเงินลงทุนในธุรกิจอื่นช่วยสนับสนุน

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2561 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 238,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 24,808 ล้านบาท ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปีที่ผ่านมามีกำไรจากการขายเงินลงทุน รวมถึงราคาวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออกครึ่งปีแรก 64,993 ล้านบาท คิดเป็น 27% ของยอดขายรวม โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 57,044 ล้านบาท คิดเป็น 24% จากยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 43,019 ล้านบาท คิดเป็น 18 % จากยอดขายรวม ส่วนสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 มีมูลค่า 590,719 ล้านบาท คิดเป็น25%เป็นสินทรัพย์ ในอาเซียน

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกปี 2561 แยกตามรายธุรกิจ แบ่งเป็น ธุรกิจเคมิคอลส์ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย 57,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 8,131 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยเงินบาทแข็งค่าและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 2561 มีรายได้จากการขาย 109,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 16,266 ล้านบาท ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยเงินบาทแข็งค่าและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย 44,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาพตลาดผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและเซรามิกในไทยยังคงซบเซา โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,677 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 32% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาล ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 2561 มีรายได้จากการขาย 91,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน จากการขยายตัวของตลาดในภูมิภาค โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 มีรายได้จากการขาย 21,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,598 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 2561 มีรายได้จากการขาย 43,773 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เป้าหมายรายได้ทั้งปียังคาดว่าจะขยายตัวได้ 5-10% ซึ่งขณะนี้ครึ่งปีแรกทำได้ 6% ครึ่งปรหลังน่าจะมีทิศทางดีขึ้น เพราะมีการขยายธุรกิจออกไปยังเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และขยายธุรกิจเชิงกว้างมากขึ้น และมีปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐบางโครงการจะเริ่มในปีนี้ ทำให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 3% จากปีก่อนที่ใช้อยู่ 37 ล้านตัน”

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งบณะนี้เริ่มออ่นค่า และปัญหาสงครามการค้าซึ่งมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจ หากรุนแรงจะกระทบธุรกิจได้

นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน เอสซีจี กล่าวถึงแผนการขยายธุรกิจของเอสซีจีว่า ปีนี้วางงบลงทุนไว้ 40,000-50,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนแล้ว 18,000 ล้านบาท ยังเหลืออีก 22,00-30,000 ล้านบาท ซึ่งนโยบายการลงทุนหลักยังมุ่งสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม

นายรุ่งโรจน์. กล่าวเสริมว่าโครงการ Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนามที่คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากนายกรัฐมนตรีของเวียดนามพร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงได้ร่วมวางศิลาฤกษ์โครงการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดเอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 71% เป็น100 %เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

และมีแผนจะลงนามสัญญาเงินกู้มูลค่าประมาณ 3,200 ล้านดอล์ลาร์สหรัฐกับสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงาน (Engineering, Procurement and Construction หรือ EPC) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 เพื่อเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในครึ่งปีแรกของปี 2566 ซึ่งโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามต่อไป

ส่วนในไทย เอสซีจีได้ขยายกำลังการผลิตของโครงการมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) จากปัจจุบัน 1.7 ล้านตันต่อปีเป็น 2.05 ล้านตันต่อปี โดยใช้งบลงทุน 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงการมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบและสร้างโอกาสในการใช้ก๊าซโพรเพนซึ่งมี ต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขัน

นอกจากธุรกิจหลักแล้ว เอสซีจียังสร้างการเติบโตของธุรกิจให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดและพฤติกรรมลูกค้า ด้วยการรุกธุรกิจบริการ จัดจำหน่าย และกระจายสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการร่วมมือกับสตาร์ทอัพที่พัฒนาซอฟต์แวร์และแพลทฟอร์มสำหรับบริหารต้นทุนและซื้อขายสินค้าออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน

ล่าสุด เอสซีจีได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 29 ใน PT Catur Sentosa Adiprana Tbk (CSA) ซึ่งเป็นธุรกิจชั้นนำของอินโดนีเซีย เพื่อเสริมศักยภาพให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายจำนวนร้านค้าปลีกสมัยใหม่สำหรับสินค้าเกี่ยวกับบ้านและวัสดุก่อสร้างภายใต้ชื่อ “Mitra10” ให้รองรับความต้องการลูกค้าได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน 27 สาขา ซึ่งมากและครอบคลุมที่สุดในประเทศ เป็น 50 สาขาภายในปี 2564 และการเพิ่มประสิทธิภาพของการกระจายสินค้าไปยังเครือข่ายร้านค้าปลีกอื่น ๆ อีกมากกว่า 30,000 แห่ง ทั่วประเทศ ด้วยระบบบริหารคลังสินค้าและนวัตกรรมใหม่ ๆ หลังจากที่โกลบอลเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (GBI) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเอสซีจีได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 30 ใน PRO 1 GLOBAL Company Limited ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน และเครือข่ายร้านค้าปลีกชั้นนำในเมียนมาภายใต้ชื่อ “Pro1-Global” เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายสาขาของร้านซึ่งปัจจุบันมี 6 สาขา และการพัฒนาระบบบริหาร Supply chain รวมทั้ง IT ให้รองรับ Omni Channel ในอนาคต

นอกจากนี้ เอสซีจียังเข้าร่วมทุนกับ Jusda Supply Chain Management International (JUSDA) เพื่อจัดตั้งบริษัทขนส่งและบริหารจัดการ Supply chain ที่ให้บริการทางตอนใต้ของจีนและอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีการค้าขายระหว่างสองภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สินค้าเกษตรและอาหาร และธุรกิจต่อยอดแบบคัดคุณภาพ รวมทั้งการซื้อขายออนไลน์ โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เอสซีจียังมุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไตรมาสที่ 2 ปี 2561 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 45,257 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขาย HVA ในครึ่งปีแรกของปี 2561 ทั้งสิ้น 91,101 ล้านบาท

โดยล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทันตนวัตกรรม ร่วมกับคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทันตแพทยสภา เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่การพึ่งพาตนเอง ทำให้ประเทศสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ 20-30 % และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น จากการนำผลิตภัณฑ์ไปขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยของกระทรวงการคลัง รวมทั้งเอสซีจียังได้พัฒนาสินค้าและบริการให้ตามความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลอย่าง Smart Toilet หรือสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ของ COTTO ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาดด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2561 ในอัตรา 8.50 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 10,200 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 22 สิงหาคม 2561 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 9 สิงหาคม 2561

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผลประกอบการ เอสซีจี