เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โตโยต้า วอนรัฐเร่งมาตรการภาษีรถกระบะฟื้นยอด
Automotive โตโยต้า วอนรัฐเร่งมาตรการภาษีรถกระบะฟื้นยอด
กลับมาอีกครั้ง ‘เพลินจิตแฟร์’@โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา
SD กลับมาอีกครั้ง ‘เพลินจิตแฟร์’@โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา
5 แผนพัฒนาเที่ยวไทยปี’70 มุ่งสู่ High-Value Destination
Business 5 แผนพัฒนาเที่ยวไทยปี’70 มุ่งสู่ High-Value Destination
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
Real Estate การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
เปิด 4 เทรนด์จ่ายเงินออนไลน์ไทย PromptPay ครอง 44% E-wallet โต 207%
Finance เปิด 4 เทรนด์จ่ายเงินออนไลน์ไทย PromptPay ครอง 44% E-wallet โต 207%
แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
SD แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
Biz Movement ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
Real Estate ‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
Economic จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
ดูทั้งหมด

ดร.อมรเทพ จับตาทรัมป์จุด 3 สงคราม รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.7% กำลังซื้อชะลอ

22 ม.ค. 2569 | 14:49น.

“ดร.อมรเทพ” ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองทรัมป์ สร้างความผันผวนเกิด 3 สงคราม “การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน” รับเศรษฐกิจไทยปี’69 โตได้ 1.7% ชี้ ครึ่งแรกชะลอตัว หนุนรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย-ลงทุน-กระตุ้นกำลังซื้อ คาด กนง. คงดอกเบี้ยทั้งปี 1.25% ต่อปี เหตุกระสุนมีจำกัด ใช้มาตรการอื่นพยุงเศรษฐกิจ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงจากประเด็นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น จะเห็นว่ามีความเสี่ยงตั้งแต่ต้นปี 2569 ตั้งแต่เวเนซุเอลา อิหร่าน และล่าสุดกรีนแลนด์ ซึ่งก่อให้เกิดความผันผวนระหว่างทาง โดยสิ่งที่กังวลจะเกิดขึ้น 3 มิติ คือ 1.สงครามการค้า แม้ว่าศาลยังไม่ได้มีคำตัดสิน แต่เชื่อว่าทรัมป์สามารถไปใช้มาตรการอื่น ๆ ได้ และเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐ และจีนยังไม่จบ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการย้ายฐานการผลิตของจีนได้

และ 2.สงครามค่าเงิน แม้ว่าเราจะมองค่าเงินอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ หากเทียบกับดอลลาร์ เงินบาทอาจจะแข็งค่า แต่หากเทียบคู่ค้าคู่แข่งสะท้อนว่าไทยไม่ได้แข็งค่าเกินไป และอยู่ในระดับเหมาะสม และ 3.สงครามเงินทุน ซึ่งประเทศอื่นมีการบอนด์และมีตอบโต้ ทำให้ระหว่างทางมีความผันผวน

“ทรัมป์เก่งเรื่องสงครามจิตวิทยา ดังนั้น อย่าจับตลาดเป็น Market Timing แต่ต้องมองระยะยาว เพราะสหรัฐ และจีนยังไม่จบ ซึ่งอาจจะกระทบการค้าและการลงทุน ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอน โดยทั้ง 3 ปัจจัยไปใส่ในจีดีพีไทยอาจจะติดลบ แต่เรามีนโยบายการเงิน การคลังในการเข้ามาช่วยพยุง”

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่า อัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.7% จากปีก่อนอยู่ที่ 2% โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะมีความผันผวนและมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทำให้คนชะลอการใช้จ่าย ไม่กล้าลงทุน โดยในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำ และในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 พอจะขยับเพิ่มขึ้นบ้าง หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงหลังเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะมีแรงส่งในช่วงครึ่งหลังที่จะมีการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กังวล คือ กำลังซื้อฐานราก รายได้ภาคเกษตรลดลง ซึ่งต้องระวังปัญหากำลังซื้อระดับล่างลามไประดับกลาง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แจกเงิน แต่จะต้องไม่มีภาระระยะยาว รวมถึงต้องเร่งลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพราะปัจจุบันนักลงทุนชะลอการลงทุน เพื่อรอดูนโยบายของภาครัฐ และมาตรการภาคการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวราว 34-35 ล้านคน ถือว่าไม่มาก จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนมากกว่านี้

“ความเสี่ยงเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกปี แต่เศรษฐกิจโตต่ำทุกปีเฉียด ๆ 2% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายของการลงทุน เพราะทุกคนมองว่าไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านดีกว่า และปัญหาเศรษฐกิจ คือ การเติบโตช้า”

ขณะที่นโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ต่อปีตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งสวนทางตลาด เนื่องจากการลดดอกเบี้ยจะเป็นการมองไปข้างหน้า (Forward Looking) ที่ใช้ระยะเวลา 6-12 เดือน ซึ่งเศรษฐกิจจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี

ดังนั้น อัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับ จึงควรเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และโอกาสใช้มีจำกัด และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หรือการเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี และการแก้หนี้ เป็นต้น

ส่วนค่าเงินบาท ประเมินว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนในด้านแข็งค่า เช่น การเลือกตั้ง ราคาทองคำปรับตัวสูง ดอลลาร์อ่อนค่า และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดค่าเงินบาทแตะ 31 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการเก็งกำไรชั่วคราว เนื่องจากคนกังวลเรื่องของสหรัฐ