อย่าสร้างวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย เมตตา ทับทิม
เหมือนถูกเหยียบตาปลา ทำให้สังคมตื่นรู้ขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับปฏิญญามหาสารคาม
ต้นเรื่องที่มาจากปัญหาหนี้สินครู ถูกแสดงออกด้วยม็อบแม่พิมพ์ของชาติเรียกร้องหลักปฏิบัติเดียวกับเกษตรกร หลักว่าด้วยการขอพักชำระหนี้ ขอลดอัตราดอกเบี้ย
กลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง หนึ่งในข้อคิดเห็นมาจากนักวิชาการที่บอกว่า การก่อหนี้ขึ้นมามีความจำเป็นที่ลูกหนี้จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “จริยวินัย”
ฟังแล้วโดนใจสุดสุด ใช่เลย จริยวินัย มาจากหลักการ 2 หลักการ คือ หลักจริยธรรม กับหลักวินัยในการชำระหนี้
จริยวินัยของลูกหนี้ คือ ชำระหนี้อย่างตรงไปตรงมาไม่มีคำอธิบายเป็นอย่างอื่น
ในวงการเจ้าหนี้-ลูกหนี้ จะอยู่กันอย่างไรถ้า “ลูกหนี้” ร้องขอในสิ่งที่ไม่สมควรได้รับ และจะอยู่กันอย่างไรถ้า “เจ้าหนี้” ให้ในสิ่งที่ไม่ควรให้
คิดเล่น ๆ ถ้าปฏิญญามหาสารคามเกิดรัฐบาลใจอ่อน จะมีมนุษย์ลูกหนี้ 100 กว่าชีวิตดีใจ แต่ผลกระทบมีมนุษย์ลูกหนี้อีกกี่ล้านชีวิตยึดเป็นตัวแบบ โดยไม่สนหลักจริยวินัย ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้
ส่องนโยบายภาครัฐ กำลังผลักดันกองทุนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ซื้อบ้านได้ 10,000 ราย เฉลี่ยราคาบ้านหลังละ 5 แสนบาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 การมีบ้านเท่ากับมีความมั่นคงในชีวิต นโยบายดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นนโยบายแห่งชาติที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด แต่ต้องไม่ละเลย
ปัญหาการชำระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยด้วยเช่นกัน
ต้นทางกองทุนมีผู้รับผิดชอบ คือ “กคช.-การเคหะแห่งชาติ” หน่วยงานตั้งขึ้นมาเพื่อจัดหาบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย วันนี้กำลังเผชิญศึกสองด้านทางหนึ่ง รัฐบีบให้ทำบ้านผู้มีรายได้น้อยปีละ 70,000 หน่วย (คาพาซิตี้เท่าที่ทราบมา กคช.ทำเฉลี่ยปีละ 10,000-20,000 หน่วยเท่านั้น)
อีกด้านคือเครดิตผู้มีรายได้น้อยตกชั้น สถาบันการเงินปกติไม่ปล่อยกู้ สถิติปี 2560 ซื้อบ้านการเคหะฯ ยื่นกู้กับแบงก์ 100 ราย โดนแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ 30-50 ราย จนต้องคิดจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อปล่อยกู้เบื้องต้น เรียกว่าโมเดลเช่าซื้อ อยู่กับการเคหะฯ 5 ปี รอให้เครดิตดีค่อยส่งต่อให้แบงก์
ระหว่างทางที่อยู่กับการเคหะฯ 5 ปี จำเป็นต้องสร้าง “จริยวินัย” ในการชำระหนี้สม่ำเสมอ เพื่อยกระดับจากลูกค้าสินเชื่อเครดิตตกชั้นมาสู่การเป็นลูกค้าเครดิตดีที่แบงก์ยอมปล่อยกู้ได้
เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้ตั้งกองทุนขึ้นมาปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อย แต่วงเงินจำกัดทำได้แค่ 10,000 ราย ในขณะที่รัฐบาลบีบเป้าให้ทำบ้านผู้มีรายได้น้อยปีละ 70,000 หน่วย ยังสวนทางกับความเป็นจริงอยู่มาก
วกกลับมาดูภาคเอกชน เริ่มเห็นสัญญาณแปลก ๆ บางประการ ในช่วงที่คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จและต้องส่งมอบให้กับลูกค้า เคยจับเข่าคุยกับ “คุณกอล์ฟ-ณัฏฐพร กลั่นเรืองแสง” ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ ทำเลอยู่โซนเรดโอเชี่ยน สถานีเตาปูนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง
ทำให้ได้รับทราบว่ามีอาชีพเกิดใหม่สอนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จุดไฟฝันให้คนอยากรวยเร็วรวยลัดมากมาย เรียกว่าเป็นอาชีพโค้ช
ถ้าเจอผู้ประกอบอาชีพโค้ชที่ดี มีจรรยาบรรณ สอนการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ไม่ใช่สอนการลงทุนเพื่อเก็งกำไร วงการอสังหาฯก็มีแต่เจริญรุ่งเรืองไปในทิศทางที่ถูกต้อง
แต่ถ้าบังเอิญโครงการห้องชุดนั้นขายต่อลำบาก วิธีการที่ผู้ประกอบอาชีพโค้ชบางรายทำก็คือ สอนเทคนิคต่าง ๆ นานาเพื่อยื้อโอน จากหลักสูตรสอนการลงทุนกลายเป็นหลักสูตรบ่มเพาะวิชามาร
กลายเป็นกับดักสร้างวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้ที่ยากจะแก้ไข ถ้าหากไม่หาทางป้องกันตั้งแต่วันนี้