เทียบดีสุด-แย่สุด ‘ประกันสังคม’ 5 ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เกรด A ที่ 80.5
ขณะที่สิงคโปร์ก้าวขึ้นแท่นประเทศที่มีระบบประกันสังคมและบำนาญแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียนด้วยเกรด A คะแนนรวม 80.5 ไทยยังได้เพียงเกรด C เนื่องจากช่องว่างความมั่นคงวัยเกษียณของแรงงานในภูมิภาค
รายงานดัชนีระบบบำนาญโลกประจำปี 2025 ระบุว่า ระบบรายได้หลังเกษียณของประเทศไทยได้รับการประเมินในภาพรวมอยู่ที่ระดับ C ด้วยคะแนนรวม 50.6 คะแนน เพิ่มขึ้นเพียง 0.6 คะแนน จาก 50.0 คะแนนในปี 2024
เมื่อพิจารณาแยกตามมิติ ประเทศไทยได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 47.9 คะแนน ในระดับเกรด D ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่ 44.8 คะแนน ซึ่งยังอยู่ในระดับเกรด D เช่นกัน ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 63.1 คะแนน อยู่ในระดับ C+ ชี้กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลมีพัฒนาการ แต่ยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยกระดับระบบโดยรวม
ระบบรายได้หลังเกษียณของไทยประกอบด้วยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ระบบประกันสังคมสำหรับแรงงานภาคเอกชนในระบบ แผนบำนาญแบบเงินสมทบกำหนด (DC) ที่นายจ้างจัดให้โดยสมัครใจ รวมถึงผลิตภัณฑ์การออมส่วนบุคคลหลากหลายรูปแบบ โครงสร้างดังกล่าวทำให้แรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบบำนาญที่ให้รายได้หลังเกษียณอย่างเพียงพอ
อันดับ 1 : สิงคโปร์
รายงานจัดอันดับ ประกันสังคม-ระบบบำนาญโลกประจำปี 2025 โดย Mercer และ CFA Institute ระบุว่า สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศระดับบนสุดของดัชนีเป็นครั้งแรกในกลุ่มอาเซียน ด้วยคะแนนระดับ A ที่ 80.5 คะแนนในขณะที่ เนเธอร์แลนด์ยังคงรักษาอันดับหนึ่งของโลกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
รายงานฉบับนี้ประเมินระบบการเกษียณของ 52 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเพียงพอของเงินบำนาญ ความยั่งยืนในระยะยาว และความโปร่งใสหรือความน่าเชื่อถือของระบบ นอกจากสิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์แล้ว ประเทศที่ได้คะแนนระดับ A ในปี 2025 ยังประกอบด้วยไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และอิสราเอล รวมเป็น 5 ประเทศที่มีระบบบำนาญดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน
ทิม เจนกินส์ หัวหน้าผู้จัดทำรายงานและพาร์ตเนอร์ของ Mercer ในซิดนีย์ ระบุว่า สิงคโปร์เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบบำนาญมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับในเวทีโลกปรับตัวดีขึ้นอย่างเป็นลำดับ ซึ่งในช่วงหลัง หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับการเพิ่มความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่าตนเองจะได้รับเงินเท่าใดเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ
ระบบบำนาญของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง หรือ Central Provident Fund ซึ่งครอบคลุมพลเมืองและผู้มีถิ่นพำนักถาวรที่มีงานทำทุกคน ผ่านเงินสมทบ-เงินภาคบังคับจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
หากย้อนกลับไปในปี 2009 สิงคโปร์เคยได้เพียงเกรด C จากดัชนีนี้ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น B+ ในปีที่ผ่านมา และล่าสุดสามารถไต่ขึ้นสู่ระดับ A ได้สำเร็จในปี 2025
เจนกินส์กล่าวว่า สิงคโปร์เดินทางจากระบบบำนาญระดับ C จนถึงระดับ A ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนของดัชนีคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รายงานระบุว่าสหรัฐอเมริกาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก สหราชอาณาจักรอยู่อันดับ 12 และญี่ปุ่นอยู่อันดับ 39 ขณะที่อินเดียถูกจัดอยู่ในอันดับต่ำสุดด้วยเกรด D ตามหลังอาร์เจนตินา ฟิลิปปินส์ และตุรกี ซึ่งทั้งหมดได้คะแนนระดับ D เช่นเดียวกัน ส่วนออสเตรเลีย ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการยอมรับว่ามีระบบบำนาญที่แข็งแกร่งในระดับโลก กลับหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 7 เป็นรองสวีเดน
อันดับ 2 : มาเลเซีย
มาเลเซียได้รับการประเมินภาพรวมอยู่ที่ระดับ C+ ด้วยคะแนนรวม 60.6 คะแนน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยังมีข้อท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะด้านความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณ
เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายมิติ มาเลเซียได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 54.0 คะแนน และด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) ที่ 55.9 คะแนน ซึ่งทั้งสองด้านยังอยู่ในระดับเกรด C ขณะที่ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้คะแนนสูงถึง 77.5 คะแนน อยู่ในระดับ B+ ชี้โครงสร้างกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลที่ค่อนข้างเข้มแข็ง
ระบบรายได้หลังเกษียณของมาเลเซียตั้งอยู่บนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้าง หรือ Employee Provident Fund (EPF) ซึ่งครอบคลุมแรงงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการบำนาญของข้าราชการ (KWAP) ภายใต้ระบบ EPF สมาชิกสามารถถอนเงินบางส่วนได้ก่อนวัยเกษียณในกรณีที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การศึกษา การกู้ซื้อที่อยู่อาศัย หรือเหตุจำเป็นด้านสุขภาพรุนแรง ขณะที่เงินส่วนที่เหลือจะถูกกันไว้เพื่อใช้หลังเกษียณเป็นหลัก
รายงานระบุว่า คะแนนภาพรวมของระบบบำนาญมาเลเซียมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีก หากมีการดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มระดับการสนับสนุนขั้นต่ำให้กับผู้สูงอายุที่ยากจนมากที่สุด ซึ่งการกำหนดให้เงินบำนาญบางส่วนถูกจ่ายในรูปแบบรายได้ต่อเนื่องหลังเกษียณ แทนการถอนเป็นก้อน จะขยายความครอบคลุมของระบบบำนาญภาคเอกชน ทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในแผนบำนาญโดยรวม ตลอดจนการพิจารณาปรับอายุเกษียณและเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัย ให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น
ดัชนีระบบบำนาญของมาเลเซียปรับเพิ่มขึ้นจาก 56.3 คะแนนในปี 2024 เป็น 60.6 คะแนนในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจากการปรับปรุงเงินบำนาญขั้นต่ำ และอัตราการทดแทนรายได้หลังเกษียณที่ดีขึ้น
การขยับขึ้นของคะแนนดังกล่าวบ่งบอกภาพรวมความพยายามของมาเลเซียในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แม้ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยและความท้าทายด้านความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวก็ตาม
อันดับ 3 : เวียดนาม
ระบบรายได้หลังเกษียณของเวียดนามได้รับการประเมินอยู่ที่ระดับ C ที่คะแนนรวม 53.7 คะแนน ลดลงจาก 54.5 คะแนน ในปี 2024
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เวียดนามได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 57.1 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับเกรด C ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่เพียง 38.7 คะแนน จัดอยู่ในระดับเกรด D นับเป็นจุดอ่อนของระบบบำนาญเวียดนามในปัจจุบัน ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 69.3 คะแนน อยู่ในระดับเกรด B ทีช่วยดึงคะแนนขึ้นมา ด้วยกรอบกฎหมายและการกำกับดูแลค่อนข้างมีเสถียรภาพ
ระบบรายได้หลังเกษียณของเวียดนามตั้งอยู่บน ระบบประกันสังคม เป็นหลัก มีแผนบำนาญภาคอาชีพและแผนบำนาญภาคเอกชนแบบสมัครใจสำหรับองค์กรและบุคคล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผนเหล่านี้เพิ่งเริ่มพัฒนาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความครอบคลุมของระบบบำนาญนอกภาครัฐจึงยังอยู่ในระดับต่ำ
การที่คะแนนภาพรวมของเวียดนามปรับลดลงในปี 2025 มีสาเหตุหลักมาจากการตั้งคำถามใหม่ในหมวด ความยั่งยืนของระบบ ซึ่งสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัย ภาระทางการคลัง และความสามารถของระบบในการรองรับสังคมสูงอายุในระยะยาว
อันดับ 4 : อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียได้รับการประเมินระบบรายได้หลังเกษียณในภาพรวมอยู่ที่ระดับ C ด้วยคะแนนรวม 51.0 คะแนน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 50.2 คะแนนในปี 2024 มีความคืบหน้าเชิงนโยบายบางประการ แม้ระบบโดยรวมด้านความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณยังเป็นอุปสรรค
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด อินโดนีเซียได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) เพียง 40.1 คะแนน อยู่ในระดับเกรด D ซึ่งเป็นจุดอ่อนหลักของระบบ ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่ 50.3 คะแนน ในระดับเกรด C ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 69.3 คะแนน อยู่ในระดับเกรด B สะท้อนว่ากรอบกฎหมายและการกำกับดูแลยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ
ระบบรายได้หลังเกษียณของอินโดนีเซียประกอบด้วยบำนาญข้าราชการแบบอิงรายได้และอายุงาน รวมถึงแผนบำนาญภาคเอกชนทั้งแบบผลประโยชน์กำหนด (DB) และเงินสมทบกำหนด (DC) สำหรับแรงงานภาคเอกชน โดยโครงการประกันสังคมของรัฐบาลเป็นระบบ DC ภาคบังคับ ซึ่งได้รับเงินสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นประจำ ขณะที่ระบบบำนาญข้าราชการแห่งชาติเป็นแบบ DB ซึ่งจ่ายผลประโยชน์ออกเป็นสองส่วน ได้แก่ เงินชดเชยการเลิกจ้าง และเงินตอบแทนตามอายุงาน
รายงานชี้ว่า คะแนนรวมของระบบบำนาญอินโดนีเซียยังสามารถยกระดับได้อีก หากมีการดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกำหนดระดับการสนับสนุนขั้นต่ำสำหรับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับความยากจน การขยายความครอบคลุมของแรงงานในแผนบำนาญภาคอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระบบอย่างต่อเนื่อง การพัฒนากฎระเบียบของระบบบำนาญภาคเอกชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงการกำหนดให้มีการเปิดเผยประมาณการรายได้หลังเกษียณในเอกสารสรุปประจำปีของสมาชิก เพื่อช่วยให้ประชาชนวางแผนการเงินได้ดีขึ้น
การที่คะแนนดัชนีของอินโดนีเซียขยับขึ้นในปี 2025 มีปัจจัยสำคัญมาจากการปรับปรุงด้านการออมของครัวเรือน การลดภาระหนี้ และความชัดเจนมากขึ้นของการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับระบบบำนาญ
อันดับ 5 : ฟิลิปปินส์
ปี 2025 ระบุว่า ฟิลิปปินส์ได้รับการประเมินระบบรายได้หลังเกษียณในภาพรวมอยู่ที่ระดับ D ด้วยคะแนนรวม 47.1 คะแนน ปรับเพิ่มขึ้นจาก 45.8 คะแนนในปี 2024 แต่ระบบยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของระบบบำนาญ
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ฟิลิปปินส์ได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 40.6 คะแนน ในระดับเกรด D ขณะที่ด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) ได้ 64.4 คะแนน อยู่ในระดับ C+ ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้เพียง 33.2 คะแนน อยู่ในระดับเกรด E ต่ำที่สุดในบรรดามิติการประเมินทั้งหมด
ระบบรายได้หลังเกษียณของฟิลิปปินส์ประกอบด้วยบำนาญพื้นฐานขนาดเล็ก มีการส่งเงินสมทบครบอย่างน้อย 180 เดือน สำหรับข้าราชการ และ 120 เดือน สำหรับผู้ประกันตนที่ไม่ใช่ข้าราชการ ในกรณีที่ไม่สามารถส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์ ระบบจะจัดให้มีผลประโยชน์ในระดับที่ปรับตามจำนวนเงินสมทบจริง
รายงานระบุว่า คะแนนภาพรวมของระบบบำนาญฟิลิปปินส์มีโอกาสปรับดีขึ้น หากมีการดำเนินนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผลประโยชน์บำนาญเข้ากับดัชนีค่าครองชีพ เพื่อรักษากำลังซื้อในระยะยาว นอกจากนี้ ยังควรปรับปรุงเงื่อนไขการให้สิทธิ์ในแผนบำนาญสำหรับภาคเอกชน การกำหนดทางเลือกที่ไม่เปิดให้ถอนเงินบำนาญออกมาเป็นเงินก้อนก่อนวัยเกษียณ เพื่อรักษาเงินไว้ใช้ในวัยชรา และการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของระบบบำนาญภาคเอกชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
แม้คะแนนดัชนีของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นในปี 2025 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยจุดอ่อนด้านความโปร่งใสและโครงสร้างการคุ้มครองผู้สูงอายุในภาพรวม