เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ม.นเรศวร ชู NU Wellness ยกระดับภาคเหนือตอนล่าง ฮับเศรษฐกิจสุขภาพ
Economic ม.นเรศวร ชู NU Wellness ยกระดับภาคเหนือตอนล่าง ฮับเศรษฐกิจสุขภาพ
ทองคำติดลบ…หลุด TOP 5 เงินทะลักหุ้นเทคฯ-สงครามวนลูป ‘กดราคา’
Finance ทองคำติดลบ…หลุด TOP 5 เงินทะลักหุ้นเทคฯ-สงครามวนลูป ‘กดราคา’
นายกฯ เผย 4 บิ๊กเอกชนจีน พร้อมลงทุนไทย 70,000 ล้าน เชื่อสร้างงานหลายหมื่น
Politics นายกฯ เผย 4 บิ๊กเอกชนจีน พร้อมลงทุนไทย 70,000 ล้าน เชื่อสร้างงานหลายหมื่น
“ศุภชัย เจียรวนนท์” ร่วมคณะนายกฯเยือนจีน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู
Economic “ศุภชัย เจียรวนนท์” ร่วมคณะนายกฯเยือนจีน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู
‘นาทีทอง’สปีดแก้คอร์รัปชั่น รัฐรับลูกตั้ง คตท.-กกร.อัดโพลรอบใหม่
Economic ‘นาทีทอง’สปีดแก้คอร์รัปชั่น รัฐรับลูกตั้ง คตท.-กกร.อัดโพลรอบใหม่
ส่องภูมิทัศน์ใหม่ “วัดเจดีย์หลวง” นับถอยหลัง 16 วัน พิสูจน์ “มรดกโลกที่มีชีวิต”
เศรษฐกิจภูมิภาค ส่องภูมิทัศน์ใหม่ “วัดเจดีย์หลวง” นับถอยหลัง 16 วัน พิสูจน์ “มรดกโลกที่มีชีวิต”
“ซาบีดา” ดันตั้งสภาชาติพันธุ์ ก.ย. นี้ จ่อคลอดแผนแม่บท 5 ปี
Politics “ซาบีดา” ดันตั้งสภาชาติพันธุ์ ก.ย. นี้ จ่อคลอดแผนแม่บท 5 ปี
อิหร่านชี้ MOU จบสิ้นแล้ว ปรามสายแข็งจวกการทูต-สงครามขยายวงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน
World อิหร่านชี้ MOU จบสิ้นแล้ว ปรามสายแข็งจวกการทูต-สงครามขยายวงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน
‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
Economic ‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
Business ‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
ดูทั้งหมด

เทียบดีสุด-แย่สุด ‘ประกันสังคม’ 5 ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เกรด A ที่ 80.5

26 ม.ค. 2569 | 14:47น.

ขณะที่สิงคโปร์ก้าวขึ้นแท่นประเทศที่มีระบบประกันสังคมและบำนาญแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียนด้วยเกรด A คะแนนรวม 80.5 ไทยยังได้เพียงเกรด C เนื่องจากช่องว่างความมั่นคงวัยเกษียณของแรงงานในภูมิภาค

รายงานดัชนีระบบบำนาญโลกประจำปี 2025 ระบุว่า ระบบรายได้หลังเกษียณของประเทศไทยได้รับการประเมินในภาพรวมอยู่ที่ระดับ C ด้วยคะแนนรวม 50.6 คะแนน เพิ่มขึ้นเพียง 0.6 คะแนน จาก 50.0 คะแนนในปี 2024

เมื่อพิจารณาแยกตามมิติ ประเทศไทยได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 47.9 คะแนน ในระดับเกรด D ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่ 44.8 คะแนน ซึ่งยังอยู่ในระดับเกรด D เช่นกัน ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 63.1 คะแนน อยู่ในระดับ C+ ชี้กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลมีพัฒนาการ แต่ยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยกระดับระบบโดยรวม

ระบบรายได้หลังเกษียณของไทยประกอบด้วยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ระบบประกันสังคมสำหรับแรงงานภาคเอกชนในระบบ แผนบำนาญแบบเงินสมทบกำหนด (DC) ที่นายจ้างจัดให้โดยสมัครใจ รวมถึงผลิตภัณฑ์การออมส่วนบุคคลหลากหลายรูปแบบ โครงสร้างดังกล่าวทำให้แรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบบำนาญที่ให้รายได้หลังเกษียณอย่างเพียงพอ

อันดับ 1 : สิงคโปร์

รายงานจัดอันดับ ประกันสังคม-ระบบบำนาญโลกประจำปี 2025 โดย Mercer และ CFA Institute ระบุว่า สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศระดับบนสุดของดัชนีเป็นครั้งแรกในกลุ่มอาเซียน ด้วยคะแนนระดับ A ที่ 80.5 คะแนนในขณะที่ เนเธอร์แลนด์ยังคงรักษาอันดับหนึ่งของโลกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

รายงานฉบับนี้ประเมินระบบการเกษียณของ 52 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเพียงพอของเงินบำนาญ ความยั่งยืนในระยะยาว และความโปร่งใสหรือความน่าเชื่อถือของระบบ นอกจากสิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์แล้ว ประเทศที่ได้คะแนนระดับ A ในปี 2025 ยังประกอบด้วยไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และอิสราเอล รวมเป็น 5 ประเทศที่มีระบบบำนาญดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน

ทิม เจนกินส์ หัวหน้าผู้จัดทำรายงานและพาร์ตเนอร์ของ Mercer ในซิดนีย์ ระบุว่า สิงคโปร์เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบบำนาญมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับในเวทีโลกปรับตัวดีขึ้นอย่างเป็นลำดับ ซึ่งในช่วงหลัง หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับการเพิ่มความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่าตนเองจะได้รับเงินเท่าใดเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ

ระบบบำนาญของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง หรือ Central Provident Fund ซึ่งครอบคลุมพลเมืองและผู้มีถิ่นพำนักถาวรที่มีงานทำทุกคน ผ่านเงินสมทบ-เงินภาคบังคับจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

หากย้อนกลับไปในปี 2009 สิงคโปร์เคยได้เพียงเกรด C จากดัชนีนี้ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น B+ ในปีที่ผ่านมา และล่าสุดสามารถไต่ขึ้นสู่ระดับ A ได้สำเร็จในปี 2025

เจนกินส์กล่าวว่า สิงคโปร์เดินทางจากระบบบำนาญระดับ C จนถึงระดับ A ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนของดัชนีคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รายงานระบุว่าสหรัฐอเมริกาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก สหราชอาณาจักรอยู่อันดับ 12 และญี่ปุ่นอยู่อันดับ 39 ขณะที่อินเดียถูกจัดอยู่ในอันดับต่ำสุดด้วยเกรด D ตามหลังอาร์เจนตินา ฟิลิปปินส์ และตุรกี ซึ่งทั้งหมดได้คะแนนระดับ D เช่นเดียวกัน ส่วนออสเตรเลีย ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการยอมรับว่ามีระบบบำนาญที่แข็งแกร่งในระดับโลก กลับหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 7 เป็นรองสวีเดน

อันดับ 2 : มาเลเซีย

มาเลเซียได้รับการประเมินภาพรวมอยู่ที่ระดับ C+ ด้วยคะแนนรวม 60.6 คะแนน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยังมีข้อท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะด้านความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณ

เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายมิติ มาเลเซียได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 54.0 คะแนน และด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) ที่ 55.9 คะแนน ซึ่งทั้งสองด้านยังอยู่ในระดับเกรด C ขณะที่ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้คะแนนสูงถึง 77.5 คะแนน อยู่ในระดับ B+ ชี้โครงสร้างกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลที่ค่อนข้างเข้มแข็ง

ระบบรายได้หลังเกษียณของมาเลเซียตั้งอยู่บนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้าง หรือ Employee Provident Fund (EPF) ซึ่งครอบคลุมแรงงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการบำนาญของข้าราชการ (KWAP) ภายใต้ระบบ EPF สมาชิกสามารถถอนเงินบางส่วนได้ก่อนวัยเกษียณในกรณีที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การศึกษา การกู้ซื้อที่อยู่อาศัย หรือเหตุจำเป็นด้านสุขภาพรุนแรง ขณะที่เงินส่วนที่เหลือจะถูกกันไว้เพื่อใช้หลังเกษียณเป็นหลัก

รายงานระบุว่า คะแนนภาพรวมของระบบบำนาญมาเลเซียมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีก หากมีการดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มระดับการสนับสนุนขั้นต่ำให้กับผู้สูงอายุที่ยากจนมากที่สุด ซึ่งการกำหนดให้เงินบำนาญบางส่วนถูกจ่ายในรูปแบบรายได้ต่อเนื่องหลังเกษียณ แทนการถอนเป็นก้อน จะขยายความครอบคลุมของระบบบำนาญภาคเอกชน ทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในแผนบำนาญโดยรวม ตลอดจนการพิจารณาปรับอายุเกษียณและเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัย ให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น

ดัชนีระบบบำนาญของมาเลเซียปรับเพิ่มขึ้นจาก 56.3 คะแนนในปี 2024 เป็น 60.6 คะแนนในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจากการปรับปรุงเงินบำนาญขั้นต่ำ และอัตราการทดแทนรายได้หลังเกษียณที่ดีขึ้น

การขยับขึ้นของคะแนนดังกล่าวบ่งบอกภาพรวมความพยายามของมาเลเซียในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แม้ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยและความท้าทายด้านความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวก็ตาม

อันดับ 3 : เวียดนาม

ระบบรายได้หลังเกษียณของเวียดนามได้รับการประเมินอยู่ที่ระดับ C ที่คะแนนรวม 53.7 คะแนน ลดลงจาก 54.5 คะแนน ในปี 2024

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เวียดนามได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 57.1 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับเกรด C ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่เพียง 38.7 คะแนน จัดอยู่ในระดับเกรด D นับเป็นจุดอ่อนของระบบบำนาญเวียดนามในปัจจุบัน ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 69.3 คะแนน อยู่ในระดับเกรด B ทีช่วยดึงคะแนนขึ้นมา ด้วยกรอบกฎหมายและการกำกับดูแลค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ระบบรายได้หลังเกษียณของเวียดนามตั้งอยู่บน ระบบประกันสังคม เป็นหลัก มีแผนบำนาญภาคอาชีพและแผนบำนาญภาคเอกชนแบบสมัครใจสำหรับองค์กรและบุคคล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผนเหล่านี้เพิ่งเริ่มพัฒนาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความครอบคลุมของระบบบำนาญนอกภาครัฐจึงยังอยู่ในระดับต่ำ

การที่คะแนนภาพรวมของเวียดนามปรับลดลงในปี 2025 มีสาเหตุหลักมาจากการตั้งคำถามใหม่ในหมวด ความยั่งยืนของระบบ ซึ่งสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัย ภาระทางการคลัง และความสามารถของระบบในการรองรับสังคมสูงอายุในระยะยาว

อันดับ 4 : อินโดนีเซีย

อินโดนีเซียได้รับการประเมินระบบรายได้หลังเกษียณในภาพรวมอยู่ที่ระดับ C ด้วยคะแนนรวม 51.0 คะแนน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 50.2 คะแนนในปี 2024 มีความคืบหน้าเชิงนโยบายบางประการ แม้ระบบโดยรวมด้านความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณยังเป็นอุปสรรค

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด อินโดนีเซียได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) เพียง 40.1 คะแนน อยู่ในระดับเกรด D ซึ่งเป็นจุดอ่อนหลักของระบบ ขณะที่คะแนนด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) อยู่ที่ 50.3 คะแนน ในระดับเกรด C ส่วนด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้ 69.3 คะแนน อยู่ในระดับเกรด B สะท้อนว่ากรอบกฎหมายและการกำกับดูแลยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ระบบรายได้หลังเกษียณของอินโดนีเซียประกอบด้วยบำนาญข้าราชการแบบอิงรายได้และอายุงาน รวมถึงแผนบำนาญภาคเอกชนทั้งแบบผลประโยชน์กำหนด (DB) และเงินสมทบกำหนด (DC) สำหรับแรงงานภาคเอกชน โดยโครงการประกันสังคมของรัฐบาลเป็นระบบ DC ภาคบังคับ ซึ่งได้รับเงินสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นประจำ ขณะที่ระบบบำนาญข้าราชการแห่งชาติเป็นแบบ DB ซึ่งจ่ายผลประโยชน์ออกเป็นสองส่วน ได้แก่ เงินชดเชยการเลิกจ้าง และเงินตอบแทนตามอายุงาน

รายงานชี้ว่า คะแนนรวมของระบบบำนาญอินโดนีเซียยังสามารถยกระดับได้อีก หากมีการดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกำหนดระดับการสนับสนุนขั้นต่ำสำหรับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับความยากจน การขยายความครอบคลุมของแรงงานในแผนบำนาญภาคอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระบบอย่างต่อเนื่อง การพัฒนากฎระเบียบของระบบบำนาญภาคเอกชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงการกำหนดให้มีการเปิดเผยประมาณการรายได้หลังเกษียณในเอกสารสรุปประจำปีของสมาชิก เพื่อช่วยให้ประชาชนวางแผนการเงินได้ดีขึ้น

การที่คะแนนดัชนีของอินโดนีเซียขยับขึ้นในปี 2025 มีปัจจัยสำคัญมาจากการปรับปรุงด้านการออมของครัวเรือน การลดภาระหนี้ และความชัดเจนมากขึ้นของการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับระบบบำนาญ

อันดับ 5 : ฟิลิปปินส์

ปี 2025 ระบุว่า ฟิลิปปินส์ได้รับการประเมินระบบรายได้หลังเกษียณในภาพรวมอยู่ที่ระดับ D ด้วยคะแนนรวม 47.1 คะแนน ปรับเพิ่มขึ้นจาก 45.8 คะแนนในปี 2024 แต่ระบบยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของระบบบำนาญ

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ฟิลิปปินส์ได้คะแนนด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) อยู่ที่ 40.6 คะแนน ในระดับเกรด D ขณะที่ด้านความยั่งยืนของระบบ (Sustainability) ได้ 64.4 คะแนน อยู่ในระดับ C+ ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ (Integrity) ได้เพียง 33.2 คะแนน อยู่ในระดับเกรด E ต่ำที่สุดในบรรดามิติการประเมินทั้งหมด

ระบบรายได้หลังเกษียณของฟิลิปปินส์ประกอบด้วยบำนาญพื้นฐานขนาดเล็ก มีการส่งเงินสมทบครบอย่างน้อย 180 เดือน สำหรับข้าราชการ และ 120 เดือน สำหรับผู้ประกันตนที่ไม่ใช่ข้าราชการ ในกรณีที่ไม่สามารถส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์ ระบบจะจัดให้มีผลประโยชน์ในระดับที่ปรับตามจำนวนเงินสมทบจริง

รายงานระบุว่า คะแนนภาพรวมของระบบบำนาญฟิลิปปินส์มีโอกาสปรับดีขึ้น หากมีการดำเนินนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผลประโยชน์บำนาญเข้ากับดัชนีค่าครองชีพ เพื่อรักษากำลังซื้อในระยะยาว นอกจากนี้ ยังควรปรับปรุงเงื่อนไขการให้สิทธิ์ในแผนบำนาญสำหรับภาคเอกชน การกำหนดทางเลือกที่ไม่เปิดให้ถอนเงินบำนาญออกมาเป็นเงินก้อนก่อนวัยเกษียณ เพื่อรักษาเงินไว้ใช้ในวัยชรา และการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของระบบบำนาญภาคเอกชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แม้คะแนนดัชนีของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นในปี 2025 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยจุดอ่อนด้านความโปร่งใสและโครงสร้างการคุ้มครองผู้สูงอายุในภาพรวม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บำนาญ ประกันสังคม อาเซียน