สิริพงศ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชูแบ่งหนี้ดี-หนี้เสีย เร่งแก้หนี้ครัวเรือนไม่เกิน 1 แสนบาท ครอบคลุมลูกหนี้ 40-50% ของระบบ พร้อมปลดล็อกเครดิตบูโร ย้ำไม่ใช่นโยบายทำซ้ำ หวั่นกระทบวินัยการเงินในระยะยาว
“ประชาชาติธุรกิจ” จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ภายใต้ 5 โจทย์สมรภูมิเศรษฐกิจ โดยในสมรภูมิที่ 2 “สงครามหนี้” ได้ตั้งคำถามว่า “คุณจะเร่งแก้ไขหนี้ประเภทไหน และด้วยแนวทางใดที่เป็นรูปธรรมที่สุด”
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยแบ่งโครงสร้างหนี้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หนี้ดีและหนี้เสีย ซึ่งมาตรการเร่งด่วนของพรรคคือการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท นับเป็นครั้งแรกที่รัฐเลือกแก้หนี้โดยให้ความสำคัญกับ “จำนวนลูกหนี้” มากกว่า “มูลค่าหนี้” เนื่องจากลูกหนี้ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40-50% ของลูกหนี้ทั้งหมดในระบบ
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ยอมรับว่า ในช่วงออกแบบนโยบาย พรรคได้มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็น “Moral Hazard” หรือการเสียวินัยทางการเงิน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วนปล่อยให้หนี้กลายเป็นหนี้เสีย เพื่อรอการช่วยเหลือจากรัฐ แต่พรรคมองว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถตั้งหลักทางเศรษฐกิจและลืมตาอ้าปากได้ เป็นความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงตัดสินใจเดินหน้านโยบายดังกล่าว
“มาตรการเร่งด่วนของพรรค คือการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในช่วงออกแบบนโยบาย พรรคได้มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็น “Moral Hazard” หรือการเสียวินัยทางการเงิน”
นายสิริพงศ์กล่าวว่า การช่วยเหลือไม่ได้จบเพียงการปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากในอดีตพบว่าลูกหนี้จำนวนมากยังติดปัญหาประวัติเครดิตในระบบเครดิตบูโร ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ และไม่สามารถเดินหน้าทางเศรษฐกิจต่อได้ พรรคภูมิใจไทยจึงได้ดำเนินการปลดล็อกปัญหาดังกล่าวในช่วงที่เป็นรัฐบาล ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ พรรคย้ำว่านโยบายลักษณะนี้ไม่สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง เพราะจะนำไปสู่การบั่นทอนวินัยทางการเงินของระบบโดยรวม และสร้างความเสี่ยงในระยะยาว
สำหรับลูกหนี้ชั้นดี พรรคไม่ได้เลือกใช้แนวทางลดหนี้โดยตรง เนื่องจากมองว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน และทำให้ระบบการปล่อยสินเชื่อในอนาคตมีความระมัดระวังมากเกินไป แนวทางที่เลือกใช้คือการให้ “รางวัล” แก่ลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงิน ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อใหม่ในอัตราดอกเบี้ยและวงเงินที่ใกล้เคียงกับหนี้เดิม เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้ดำเนินการแล้ว และมีแนวคิดที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง