กัมพูชาเดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ครั้งใหญ่ สั่งปิดศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ไปแล้วเกือบ 190 แห่ง ทั้งรวบตัวแกนนำ 173 ราย ส่งแรงงานกว่า 11,000 คนกลับประเทศ
Reauters รายงานว่า ทางการกัมพูชายกระดับความเข้มข้นในการปราบปรามขบวนการฉ้อโกงข้ามชาติในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดมีการอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าตรวจสอบหนึ่งในศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่ในจังหวัดกำปอต เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนระดับโลก
ไชย สินะฤทธิ์ (Chhay Sinarith) รองหัวหน้าสำนักเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยว่า
“ขณะนี้เราสั่งปิดไปแล้วประมาณ 190 แห่ง”
ระบุว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีการจับกุมระดับแกนนำที่เชื่อมโยงกับศูนย์เหล่านี้ไปแล้ว 173 คน รวมถึงการส่งตัวแรงงานกลับประเทศกว่า 11,000 คน ภายหลังสหรัฐและจีนเดินหน้าตั้งข้อหาและขอส่งตัวผู้ต้องหาระดับ ‘เจ้าพ่อสแกม’ กลับไปดำเนินคดี
กำปอต : พบหลักฐานพุ่งเป้าเหยื่อ ไทย-อินเดีย
หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบภายในอาคาร My Casino ในจังหวัดกำปอต ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ใกล้ชายแดนเวียดนาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบสภาพห้องทำงานเต็มไปด้วยแถวคอมพิวเตอร์และเอกสารสำคัญจำนวนมาก หนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญคือ คู่มือแนะนำวิธีหลอกลวงเหยื่อชาวไทย รวมถึงมีการจัดตั้งสตูดิโอและบูทโทรศัพท์ที่จำลองเป็น สถานีตำรวจอินเดียปลอม เพื่อใช้ในการข่มขู่เหยื่อ
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้ยังคงมีช่องโหว่ ทางการระบุว่าไม่สามารถจับกุมแรงงานภายใน My Casino ได้ เนื่องจากมีการหลบหนีออกไปก่อนหลังจากการจับกุม ลี กวง (Ly Kuong) นักธุรกิจรายใหญ่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการ
เหมา จันทมธุฤทธิ์ (Mao Chanmothurith) ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดกำปอต กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่แรงงานนับพันหลบหนีไปได้ว่า
“เรามีตำรวจเพียงประมาณ 1,000 นาย และตำรวจทหารอีก 300 นาย ต่อให้รวมกำลังกันก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ เพราะตอนที่พวกเขาออกจากสถานที่แห่งนี้มีจำนวนมากถึง 6,000-7,000 คน”
ที่ผ่านมากัมพูชาถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่านิ่งเฉยต่อการมีอยู่ของสแกมเมอร์คอมเพล็กซ์ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าการปราบปรามรอบล่าสุดต่างจากที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การปิดสถานที่ถาวรและลากตัวผู้มีอิทธิพลระดับสูงมาลงโทษ มากกว่าการไล่จับเพียงแรงงานระดับล่าง
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากเจ้าหน้าที่ไทยได้นำคณะผู้แทนต่างประเทศตรวจสอบพื้นที่ชายแดน นับเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง