เลขาธิการสภาพัฒน์ ชงรัฐบาลใหม่ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม-แก้ไขกฎระเบียบ อุปสรรคลงทุนดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ เสนอลงทุนเมกะโปรเจ็กต์แก้ “น้ำท่วม-น้ำแล้ง” หวังลดภาระการคลังระยะยาว ต้องจ่ายเยียวยาประชาชนปีละ 4-5 หมื่นล้าน ลุ้นงบประมาณปี’70 ล่าช้าไม่เกิน 3 เดือน เผยโจทย์เร่งด่วนรัฐบาลแก้หนี้ประชาชน-เอสเอ็มอี ปลดล็อกปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ มองปัจจัยบวกปีนี้เครื่องยนต์ลงทุนเอกชนจุดติด หลังปีที่ผ่านมายอดขอส่งเสริม BOI พุ่ง เผยโจทย์ใหญ่ต้องเร่งแก้สถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ปฏิรูปโครงสร้างทุกมิติเพื่อศักยภาพแข่งขัน เดินหน้าผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ดันเศรษฐกิจโต
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า สภาพัฒน์เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ เรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการปรับปรุงและแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขออนุญาตลงทุน แต่มีอีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข อย่างเรื่องการขอไฟฟ้า เรื่องที่ดิน เป็นต้น
ชงบิ๊กโปรเจ็กต์จัดการ “น้ำ”
ขณะเดียวกันจะเสนอแผนลดผลกระทบปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะเป็นเรื่องที่เจอทุกปี ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งแต่ละปีต้องจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท โดยต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ระดับที่เพียงพอจะช่วยบริหารจัดการได้ เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยตัดยอดน้ำ ลดพื้นที่น้ำท่วมได้มากขึ้น
“เราพูดกันเรื่องบริหารจัดการน้ำมาเยอะแล้วที่ผ่านมา แต่การลงทุนจริงยังไม่ค่อยเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก เช่น การเจาะบ่อบาดาล หรือการขุดสระ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีทำอะไรขึ้นมาใหม่ มีโครงการเดียวที่ทำขึ้นมาก็คือ คลองบางไทร ซึ่งตรงนั้นจะช่วยประชาชนที่อยู่ตรงภาคกลางตอนล่าง”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเน้นที่เรื่องถนน เรื่องระบบราง ทำไปมากพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐในแต่ละปีได้ ก็คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งขณะเดียวกันจะไปช่วยเรื่องเพิ่มการผลิตในภาคเกษตรได้ด้วย
รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง ที่อาจต้องปรับวิธีการให้พุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนของภาครัฐ
แผนปลดล็อกช่วย SMEs
เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า อีกเรื่องที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ คือ มาตรการกระตุ้นการใช้สินค้าไทย เพราะสินค้าไทยก็มีคุณภาพ แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าต้องซื้อสินค้าต่างประเทศ แม้ว่าบางอย่างเอสเอ็มอีไทยจะผลิตออกมาได้ดี หากสามารถช่วยกันอุดหนุนก็จะดี ซึ่งโครงการ Reinvent Thailand ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ก็มีเรื่องพวกนี้ด้วย โดยมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้กลไกภาษี แต่เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐาน ยกตัวอย่าง สินค้าฉลากเบอร์ 5 เป็นต้น
สำหรับนโยบายระยะสั้น ที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ “แก้หนี้” ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะต้องดูตัวเลขก่อนว่าสภาพเศรษฐกิจฝืดแค่ไหน การบริโภคเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องพิจารณาควบคุมไปกับเงินที่มีด้วย ก็ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล
“เรื่องแก้หนี้ที่ต้องเร่งทำ ทั้งหนี้ประชาชน และหนี้เอสเอ็มอี โดยต้องหาทางที่จะทำให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงเงินทุนให้ได้ เพราะวันนี้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังเข้าถึงเงินทุนไม่ค่อยได้ เนื่องจากความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์มีเกณฑ์อยู่ ซึ่งในทีมทำงานของ Reinvent Thailand ก็มีการคุยกันว่า อาจจะต้องมาดูเรื่องเครดิตสกอริ่งกันใหม่ ใช้ข้อมูลแวดล้อมเข้ามามากขึ้น เพื่อที่จะดูว่าเอสเอ็มอีรายนี้เสี่ยงจริงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้กระทรวงการคลังก็กำลังทำเรื่องนี้อยู่”
เตรียมแผนรับมืองบฯ’70 ล่าช้า
นายดนุชากล่าวถึงกรณีผลกระทบในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่า งบประมาณปี’70 จะช้าแค่ไหน อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าตั้งรัฐบาลได้เร็วแค่ไหน หากตั้งรัฐบาลได้เร็ว แถลงนโยบายได้เร็ว กระบวนการใช้จ่ายงบประมาณก็อาจจะช้าออกไปประมาณ 1.5 เดือน ไม่น่าถึง 3 เดือน โดยโอกาสที่ล่าช้าเกือบ 6 เดือน เหมือนช่วงเลือกตั้งปี 2566 ไม่น่าจะเกิดขึ้น
“ถ้าล่าช้าประมาณเดือนครึ่ง ก็ยังมีเงินของฝั่งรัฐวิสาหกิจที่อัดเข้าไปในระบบอยู่ เพราะรัฐวิสาหกิจจะมีงบฯลงทุนที่ใช้ตามปีปฏิทิน เพิ่งเริ่มปีเมื่อเดือน ม.ค. ไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. ฉะนั้นในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ก็ยังสามารถที่จะยิงเงินออกไปได้ ซึ่งผมก็ได้สื่อสารกับรัฐวิสาหกิจไปแล้วว่า ให้ช่วยดูช่วงท้ายของปีนี้ด้วย ว่าต้องมีเงินที่จะยิงออก”
ลุ้นปีแห่งการลงทุนเอกชน
นายดนุชากล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้น่าจะเห็นการลงทุนในส่วนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เพราะปีที่ผ่านมามีการอนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนไปสูงมาก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีกลไกเร่งการลงทุนด้วย คือหากเอกชนสามารถลงทุนได้ภายในปีแรกหลังการยื่นขอส่งเสริมจากบีโอไอ ก็จะมีแรงจูงใจเพิ่ม
“ผมคิดว่าปีนี้การลงทุนภาคเอกชนน่าจะดีขึ้น ซึ่งปกติมันก็จะเป็นเครื่องยนต์ตัวหนึ่งอยู่แล้ว”
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องกังวลในปีนี้ เลขาธิการ สศช.ระบุว่า ตอนแรกกังวลเรื่องความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย แต่ตอนนี้ก็คลายกังวลไปได้ และมองว่ารัฐบาลน่าจะจัดตั้งได้เร็ว แต่อีกปัจจัยที่ยังน่ากังวลคือ ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น เพราะมีผลกระทบในแง่ของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลมาถึงภาคส่งออกของไทย ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ
“สิ่งที่น่าจะต้องทำในช่วงปีนี้ คือพยายามหาความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น แล้วก็สานต่อในแง่ของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เรื่องที่เดินหน้ามาแล้ว อย่างเรื่องการดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามา หรือแนวคิดที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตชิป เพื่อดึงดูดการลงทุนเป็นชิปเมดอินไทยแลนด์ อันนี้คิดว่าน่าจะต้องทำ เพราะว่าจะสร้าง Supply Chain ภายในประเทศได้เยอะ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมได้มาก”
ยอมรับ “คนป่วยแห่งเอเชีย”
นายดนุชากล่าวถึงกรณีประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ว่า ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งทราบ เพราะ สศช.กับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือกระทรวงการคลัง มีการคุยกันมาตลอด ซึ่งก็เห็นว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้เผชิญปัญหาหลายเรื่อง โดยตั้งแต่ช่วงโควิดมา ก็เห็นแล้วว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีปัญหา ทั้งปัญหาโครงสร้างประชากร หรือโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ยังผลิตสินค้าที่คนอื่นผลิตได้ ทำให้แข่งขันลำบาก
“ช่วงที่สภาพัฒน์ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ก็พยายามให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ก็พอดีมีเรื่องโควิดเข้ามา พอออกจากโควิด ก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล พอเริ่มต้นใช้แผน 13 ตั้งแต่ปี 2566 ก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณล่าช้าด้วย แล้วกฎระเบียบต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงให้สามารถแข่งขันได้มากนัก ประเด็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็เป็นเรื่องจริงบางส่วน คือ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ แต่ถามว่าเศรษฐกิจไทยมี Potential ที่จะโตได้มากกว่านี้ไหม ต้องบอกว่ามี แต่ต้องปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะในแง่โครงสร้างอุตสาหกรรม”
กระทุ้งปรับโครงสร้างทุกมิติ
เลขาฯสภาพัฒน์กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพราะนับจากปี 2540 สัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนของไทยปรับลดลงมาต่อเนื่อง นั่นหมายถึงว่าในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาลงทุน อยู่กับอุตสาหกรรมเดิม แต่วันนี้โลกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยี ด้วยการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
“ฉะนั้นก็เป็นเวลาที่เราจะต้องมาปรับตัว และจริง ๆ แล้วควรจะปรับมาตั้งแต่ประมาณ 3-4 ปีแล้ว แต่ก็มีประเด็นภายในที่ทำให้เรายังเดินได้ช้าอยู่”
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็เริ่มมีการดึงเงินลงทุนเข้ามาในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทั้งอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นต้นน้ำ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพ แต่ผูกโยงกับภาคเกษตรยังมีสัดส่วนในจีดีพีน้อย ก็ต้องพยายามปรับ รวมถึงภาคท่องเที่ยวบริการที่ต้องหาทางทำให้เกิดภาคบริการใหม่ ๆ อย่างเช่น Wellness, Medical Hub เป็นต้น
“เหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ แต่ประเด็นทั้งหมดก็คือ ถ้าเราต้องการจะขยับตัวออกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ต้องมีการปรับโครงสร้าง ทั้งในแง่ของตัวกฎหมาย กฎระเบียบ โครงสร้างในแง่ของตัวอุตสาหกรรมเอง โครงสร้างของทักษะฝีมือแรงงาน ต้องไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นก็จะเดินไปข้างหน้าค่อนข้างยาก”
เดินหน้าแผนพัฒนาฯฉบับ 14
เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) จะผลักดันสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด โดยตอนนี้วางกรอบเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายหลักของแผน ก็คือพยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตสูงขึ้น โดยต้องทำ 4 เรื่อง คือ 1.Productivity การสร้างผลิตภาพ 2.Resilency ต้องมีภูมิต้านทานเพียงพอรับมือผลกระทบจากภายนอก 3.Inclusivity ต้องมีการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา และ 4.Sustainability ต้องมีความยั่งยืน
ทั้งหมดอยู่บน 5 เสาหลัก คือ 1.ภาคเศรษฐกิจ ทั้งอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ และอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามา 2.การพัฒนาทุนมนุษย์ Upskill/Reskill รวมถึงระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยคำนึงถึงฐานะการเงินการคลังด้วย 3.ระบบบริหารจัดการภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างภาครัฐ 4.การดูแลสิ่งแวดล้อม และ 5.เทคโนโลยี นวัตกรรม
“ส่วนแผนฯ 13 ซึ่งจะสิ้นสุดแผนแล้ว ด้านเศรษฐกิจก็อาจจะยังไม่ถึงเป้า แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำดีขึ้น ลดลงจากเดิม แต่ก็ยังต่ำกว่าตัวชี้วัดที่ต้องการ ทั้งหมดนี้ก็จะถูกเอามาสรุป แล้วดึงออกมา เพื่อเดินต่อในแผนฯ 14”
วอนทุกฝ่ายร่วมมือฟื้น ศก.
นายดนุชากล่าวด้วยว่า ประเทศไทยวันนี้ทุกคนต้องช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง เพราะรัฐบาลไม่สามารถจะไปใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพได้อีก และด้วยบริบทภายนอกที่เป็นอยู่ก็ต้องช่วยกัน ซึ่งรัฐบาล หรือภาคเอกชนทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน
“ต้องร่วมมือกันทำเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นมา แล้วก็เดินหน้าไปได้ อะไรที่เป็นความขัดแย้ง ก็วางลงไปบ้าง ไม่ต้องสร้างประเด็นดราม่ากันเยอะ ประเทศไทยควรจะเดินไปข้างหน้าได้มากกว่านี้ ควรก้าวเดินไปข้างหน้ามากกว่าที่จะมาจมอยู่กับความขัดแย้ง”