คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
จาก “คุยกับเศรษฐา” ครั้งก่อนที่ผมพูดถึงการท่องเที่ยวในมิติของความเชื่อและศรัทธา เราจะเห็นชัดว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ แต่เป็นการเดินทางเชิงประสบการณ์และน่าจะดีกว่าถ้านักท่องเที่ยวใช้เวลาเที่ยวในประเทศนานขึ้น นอกจากจุดเช็กอิน แต่มองหาเหตุผลที่จะ “อยู่” ในแต่ละเมืองท่องเที่ยวให้นานขึ้น
เมื่อคิดต่อจากจุดนี้ ผมอยากขยายมุมมองไปอีกขั้น จากคำถามว่าเราจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในจำนวนที่มากขึ้นได้อย่างไร ไปสู่คำถามเราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาเที่ยวให้นานขึ้นไปหลายๆ จังหวัด แทนที่จะอยู่ที่ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามักวัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ เช่น ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน สร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวกว่า 1.7 ล้านล้านบาท แม้ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของประเทศได้ดี แต่หากมองลึกลงไปอีกชั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยพักอยู่เฉลี่ยเพียง 7-8 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อวันเท่านั้น
คำถามจึงไม่ใช่เรื่อง “คนมาเยอะพอหรือยัง” แต่คือ เราทำให้เขาอยากใช้เวลาในประเทศนี้มากพอหรือยัง
เวลาเราไปเที่ยวยุโรป หลายคนอยู่ไม่น้อยกว่า 10 วัน ไม่ใช่เพราะเมืองใดเมืองหนึ่งพิเศษกว่าไทย แต่เพราะเขาออกแบบการท่องเที่ยวเป็น “เส้นทาง” เมืองหนึ่งเชื่อมต่อไปอีกเมืองหนึ่ง ระบบคมนาคมเอื้อให้การออกแบบเส้นทางเที่ยวในลักษณะจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่งสะดวก และทุกเมืองก็ให้ประสบการณ์เฉพาะตัวในระหว่างการเดินทาง
นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า การท่องเที่ยวไทยต้องขยับจากการคิดแบบปลายทางเดี่ยว ไปสู่การคิดแบบ “Node จังหวัด” แต่ละจังหวัดไม่ใช่แค่ที่เที่ยวจบในตัวเอง แต่เป็นจุดเชื่อมในเครือข่ายการเดินทาง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบเส้นทางของตัวเอง และใช้เวลาในแต่ละพื้นที่นานขึ้น
ภาคเหนือเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เชียงใหม่ ไม่ควรเป็นแค่เมืองที่บินเข้าแล้วจบ แต่สามารถเป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางที่เชื่อมไป ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน หรือเชียงราย ด้วยถนนที่ลัดเลาะเลียบอุทยานแห่งชาติ หรือแม้แต่เพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือจาก อ.ท่าตอน สู่ อ.แม่สาย และเชียงแสน หรือจากแม่กำปอง เชียงใหม่ ไปอุทยานแจ้ซ้อน ลำปาง เพียงเติมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สะดวกในการเดินทางอีกนิดเดียว Node การเที่ยวเป็นกลุ่มจังหวัดก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ผมเคยพูดไว้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงแนวคิดการเชื่อม น่าน-หลวงพระบาง-สุโขทัย ในฐานะกลุ่มทางวัฒนธรรม หากมีเที่ยวบินหรือระบบเดินทางที่เชื่อมเข้าหากัน เปลี่ยนสนามบินน่านให้เป็นสนามบินอินเตอร์ นักท่องเที่ยวจะไม่มองสองเมืองนี้แยกจากกัน แต่จะมองเป็นกลุ่มเมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ที่ใช้เวลาในการ “เสพ” หลายวันขึ้น
แนวคิดแบบ Node จังหวัดจะยิ่งชัด หากเรามองลงไปในรายละเอียดของ “เมืองรอง” บางแห่งที่มีศักยภาพสูง แต่ยังไม่ถูกวางไว้ในเส้นทางการท่องเที่ยวหลัก
ผมขอยกตัวอย่าง กำแพงเพชร จังหวัดที่มีอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพร้อมกับสุโขทัย แต่ในทางปฏิบัติ นักท่องเที่ยวจำนวนมากกลับไปแค่สุโขทัย แล้วข้ามกำแพงเพชรไป ทั้งที่กำแพงเพชรมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตั้งแต่โบราณสถานศิลาแลงที่ตั้งกระจายอยู่ท่ามกลางป่า ไปจนถึงบทบาทของเมืองหน้าด่านในอดีต หากสองเมืองนี้ถูกเชื่อมเข้าหากันอย่างจริงจัง นักท่องเที่ยวจะไม่ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน แต่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้หลายวัน และรายได้ก็จะกระจายไปยังชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาค ภาคอีสานสามารถเชื่อม อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์ ส่วนภาคใต้มีตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างเส้น นครศรีธรรมราช-พัทลุง-ตรัง-สตูล ซึ่งมีศักยภาพครบทั้งภูเขา ป่า ทะเล และวัฒนธรรม นครศรีธรรมราชไม่ได้มีแค่เมืองศรัทธา แต่ยังมีน้ำตก ป่าภูเขา และเส้นทางเดินป่าที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ควบคู่กับอาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่น พัทลุงเปิดประสบการณ์ทะเลน้อย วิถีชุมชน และธรรมชาติแบบช้า ๆ ตรังเป็นประตูสู่ทะเลอันดามัน มีเกาะและชายหาดที่เข้าถึงได้ง่าย
ส่วนสตูลเชื่อมต่อไปยังอุทยานทางทะเลและเกาะต่าง ๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง หากเส้นทางเหล่านี้ถูกออกแบบให้เชื่อมถึงกัน นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาหลายวันโดยไม่ต้องย้อนกลับเมืองเดิม
สิ่งที่ขาดอยู่จึงไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่คือการเชื่อมต่อ หัวใจของการท่องเที่ยวแบบ Node จังหวัด ไม่ใช่แค่การโปรโมต แต่คือโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่เที่ยวบินตรงระหว่างเมืองรองที่ไม่ต้องอ้อมกรุงเทพฯ ระบบรางที่เชื่อมจังหวัดเข้าหากัน ไปจนถึงถนนที่ปลอดภัยและใช้เวลาเดินทางสั้นลง เมื่อการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค นักท่องเที่ยวจะออกแบบเส้นทางเอง และเงินจะเริ่มหมุนเวียนในพื้นที่เหล่านั้น
ในระยะยาว ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยไม่ควรวัดแค่จำนวนคนเข้ามาเที่ยว แต่ควรวัดว่านักท่องเที่ยวใช้เวลาเรียนรู้อยู่ในประเทศนี้นานแค่ไหน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงเพียงใด หากเราปรับมุมคิดจาก “เที่ยวเมืองเดียว” เป็น “เที่ยวเมืองกลุ่ม” การท่องเที่ยวจะไม่ใช่แค่เครื่องยนต์สร้างรายได้อย่างฉาบฉวย แต่จะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงของประเทศในระยะยาว