โรงเรียนนานาชาติระดับพรีเมี่ยมแห่งใหม่ของไทย “โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ” (SPGS International School Bangkok) กำลังจะเปิดให้บริการในปีการศึกษา 2026-2027 พร้อมโครงการที่พักอาศัย “Bonds Rama 3” ด้วยงบการลงทุนกว่า 14,400 ล้านบาท
ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) กับโรงเรียนเซนต์ปอล เกิร์ลส์ สคูล ลอนดอน (St Paul’s Girls’ School, London) หนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักร
เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD อธิบายถึงเหตุผลในการเลือกเซนต์ปอลฯ ลอนดอนว่า หลังจากดูงานสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก สิ่งที่โดดเด่นคือ DNA ของความคิดก้าวหน้า (Progressive Thinking) ที่ฝังลึกอยู่ในปรัชญาการศึกษามากว่า 120 ปี
“โรงเรียนแห่งนี้มี Forward Looking อยู่ในสายเลือดตั้งแต่ก่อตั้ง การสอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ตามตำรา แต่เน้นการสร้างให้เด็กมีตัวตนและจุดยืน (Self-expression) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะถ่ายทอดมาสู่กรุงเทพฯ”
เบนยืนยันว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำมาตรฐานมาแบบ “เต็มรูปแบบ” (Fully Implemented) ทั้งสองฝ่ายมีคอมมิตเมนต์ร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อแบรนด์หรือนำโลโก้มาติด

ตนในฐานะพ่อให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ช่วยสร้างความอดทนและความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับเด็ก เพราะอุปสรรคคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ หน้าที่ของครูใหญ่คือการันตีว่านักเรียนจะได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้
ความอดทนและความยืดหยุ่นควรเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญที่โรงเรียนจะปลูกฝังให้กับนักเรียนทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความสุขในการเรียนสำคัญกว่าคะแนนสอบ
ขณะที่ ลิซ ฮิวเออร์ ครูใหญ่โรงเรียนเซนต์ปอล เกิร์ลส์ สคูล ลอนดอน เปิดเผยว่า SPGSI กรุงเทพฯ จะเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในโลกนอกกรุงลอนดอนที่ได้รับอนุญาตให้สอนหลักสูตรพิเศษ “School Directed Courses” ในระดับ Key Stage 4 (อายุ 14-16 ปี)
หลักสูตรนี้ครอบคลุมวิชาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และศิลปะการแสดง ซึ่งออกแบบมาเพื่อต่อยอดจากหลักสูตรมาตรฐาน GCSE โดยมุ่งเน้นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

ลิซ ฮิวเออร์ ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำเร็จทางการศึกษา แม้ว่าเซนต์ปอล ลอนดอน จะได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดในอังกฤษ และนักเรียนส่วนใหญ่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Oxford, Cambridge และ Ivy League
“หัวใจของเซนต์ปอลคือความสุขในการเรียนรู้ (Joy of Learning) และความอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่ง คะแนนสอบระดับ GCSE และ A-Level ที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เป็นผลพลอยได้ของระบบการศึกษาที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่เราไล่ตาม”
เน้นทักษะความเป็นมนุษย์ในยุค AI
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ลิซยืนยันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดกลับเป็นทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ นั่นคือทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) อาทิ การสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration)
โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปมาก เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอาชีพอะไรจะยังคงอยู่ สิ่งที่ทำได้คือสร้างเด็กให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learner) ที่มีความยืดหยุ่น (Agility) พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

คัดเลือกครู 20 คน จากผู้สมัคร 2,000 คน
ด้าน ลีห์ โอฮารา ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ เผยว่า การคัดเลือกบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างโรงเรียนคุณภาพ โดยทางโรงเรียนได้รับใบสมัครจากครูทั่วโลกกว่า 2,000 คน คัดเลือกได้เพียง 20 คนเท่านั้น
เราไม่ได้มองเพียงวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ แต่มองหาครูที่มีจิตวิญญาณและความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กอย่างแท้จริง รวมถึงต้องเข้าใจและเชื่อมั่นในปรัชญาของเซนต์ปอล
ทั้งนี้ ครูทุกคนที่กรุงเทพฯ จะได้รับการสนับสนุนจากทีมงานในลอนดอนอย่างใกล้ชิด สามารถปรึกษาหัวหน้าภาควิชาที่ลอนดอนได้ตลอดเวลา มีระบบประกันคุณภาพ (Quality Assurance) และมีทีมงานเฉพาะ (Dedicated Staff) ที่ได้รับการอนุมัติจากลอนดอนโดยตรงเพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา
หนึ่งในนโยบายของโรงเรียนคือ การไม่บังคับให้นักเรียนสวมเครื่องแบบ ลีห์อธิบายว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง (Individuality) และเปลี่ยนบรรยากาศในโรงเรียนให้ครูสามารถโฟกัสไปที่การคุยเรื่องวิชาการหรือความสนใจของเด็ก แทนที่จะต้องมาคอยตักเตือนเรื่องระเบียบเสื้อผ้า
แม้จะใช้หลักสูตรของอังกฤษ ทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับภาษาและวัฒนธรรมไทยสูงมาก โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา เพื่อให้เด็กไทยไม่เสียรากเหง้าของตนเอง

ลีห์ยืนยันว่า การปรับตัวเข้ากับบริบทท้องถิ่นเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการถ่ายทอด DNA ของเซนต์ปอลมาสู่ประเทศไทย โดยยังคงรักษามาตรฐานและปรัชญาหลักไว้อย่างครบถ้วน
ซึ่งลิซและลีห์ต่างยืนยันตรงกันว่า ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ของนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญที่ทั้งสองฝั่งให้ความสำคัญสูงสุด ตัวอาคารและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนถูกออกแบบมาเพื่อสุขภาวะของนักเรียนโดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีจะส่งเสริมการเรียนรู้ที่ก้าวหน้า
โครงสร้างค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียม
สำหรับปีการศึกษา 2026-2027 ที่จะเปิดเทอมแรกในเดือนสิงหาคมนี้ โรงเรียนกำหนดค่าสมัคร 5,000 บาท ค่าลงทะเบียน 265,000 บาท และเงินประกันที่สามารถขอคืนได้ 200,000 บาท
ส่วนค่าเล่าเรียนรายปีแบ่งตามระดับชั้น โดยระดับ Pre-Nursery อยู่ที่ 712,400 บาทต่อปี ระดับ Nursery ถึง Reception อยู่ที่ 764,400 บาทต่อปี ระดับประถมศึกษา (Year 1-6) มีค่าเล่าเรียนอยู่ในช่วง 936,000 ถึง 1,024,400 บาทต่อปี และระดับมัธยมศึกษา (Year 7-13) อยู่ที่ 1,081,600 ถึง 1,212,640 บาทต่อปี
ทั้งนี้ ในปีแรกทางโรงเรียนจะเปิดสอนเฉพาะถึง Year 6 ก่อน และจะขยายสู่ระดับมัธยมในปีการศึกษาถัดไป

โครงการที่อยู่อาศัยรองรับครอบครัวนักเรียน
ควบคู่กับโรงเรียน คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ พัฒนาโครงการที่พักอาศัย “Bonds Rama 3” มูลค่า 8,000 ล้านบาท ออกแบบมาเพื่อรองรับครอบครัวผู้ปกครองนักเรียนโดยเฉพาะ ประกอบด้วย 315 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางเมตร ในรูปแบบ Freehold
เบนอธิบายว่า การรวมโรงเรียนพรีเมี่ยมเข้ากับที่อยู่อาศัยระดับลักเซอรี่เป็น Value Proposition ที่แข็งแกร่งและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 14,400 ล้านบาท
การลงทุนครั้งนี้เป็นการมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษาของไทยให้เทียบเท่าระดับโลก ตนเชื่อว่าเด็กไทยสมควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงสุด
การนำต้นแบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากลอนดอนมาไว้ที่กรุงเทพฯ แบบ Authentic จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย