DPU ผนึกแอสเซนดา เดินหน้าขับเคลื่อน Future Medicine Hub ยกระดับ DPU Hospital สู่ Longevity Ecosystem มาตรฐานสากล มุ่งผลิตบัณฑิตสุขภาพคุณภาพสูง รองรับเศรษฐกิจ Wellness ไทย
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น “Future Medicine & Longevity Hub” ด้วยการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท แอสเซนดา โกลบอล จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์และไลเซนส์มาตรฐาน ISSA (International Sports Sciences Association) องค์กรรับรองมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสมรรถภาพทางกายในระดับสากล เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เทียบเท่ามาตรฐานนานาชาติ และรองรับทิศทางอุตสาหกรรมสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ
ในพิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยร่วมลงนามกับ นายสุรเชษฐ์ วงศ์หล่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอสเซนดา โกลบอล จำกัด โดยมี ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ ร่วมเป็นสักขีพยาน
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระดับนานาชาติเข้ากับการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการสุขภาพของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งพัฒนาหลักสูตร มาตรฐานวิชาชีพ และระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์แนวคิดสุขภาพยุคใหม่ ซึ่งเปลี่ยนจากการรักษาโรคไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity with Quality)
• บูรณาการวิชาการ–ปฏิบัติจริง ผลิตบัณฑิตพร้อมทำงาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดตั้งคณะใหม่รวม 6 คณะ ภายใต้การกำกับดูแลของสภาวิชาชีพ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐาน หลักสูตร และความพร้อมของบุคลากรอย่างรอบด้าน เป้าหมายสำคัญคือการออกแบบการศึกษาที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ
“หัวใจของการพัฒนาหลักสูตรอยู่ที่แนวคิด Integration หรือการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง แนวคิดดังกล่าวถูกออกแบบและวางโครงสร้างไว้ในทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรี เพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์และความเข้าใจบริบทการทำงานก่อนสำเร็จการศึกษา สามารถก้าวเข้าสู่สถานประกอบการด้วยความมั่นใจและความพร้อมที่เหนือกว่าการเริ่มต้นพื้นฐานทั่วไป” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ รายวิชา Capstone Project ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับโจทย์จากผู้ประกอบการจริง ทำงานเป็นทีมแบบข้ามสาขาวิชา วิเคราะห์ปัญหา และนำเสนอแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการส่งเสริมแนวคิด ESG และความรับผิดชอบต่อสังคมในทุกหลักสูตร เพื่อปลูกฝังมุมมองเชิงคุณค่าควบคู่ความสามารถทางวิชาชีพ ในส่วนของสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยกำหนดนโยบายชัดเจนให้การออกปฏิบัติงานของนักศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยนักศึกษาจะได้รับมอบหมายโครงการหรือภารกิจที่สร้างคุณค่าแก่สถานประกอบการ และเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาทักษะอย่างเต็มศักยภาพ
• สร้าง Ecosystem การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพิ่มเติมต่อว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการระหว่างคณะ เพื่อให้การพัฒนาโครงการและหลักสูตรใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จุดแข็งนี้ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความโดดเด่นของหลักสูตร ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ มาตรฐานวิชาชีพ และโอกาสในการพัฒนาทักษะเฉพาะทางสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความได้เปรียบในการทำงานของนักศึกษาในอนาคต
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแนวทางพัฒนา “Ecosystem” การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์แต่ละสาขาวิชา เช่น ศูนย์ฝึกปฏิบัติหรือพื้นที่เสริมสมรรถนะเฉพาะทาง ซึ่งหากโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาให้ครบวงจรและชัดเจนยิ่งขึ้น

• วางรากฐาน Future Medicine Hub เชื่อมการศึกษา–คลินิก–อุตสาหกรรม
ด้าน ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของมหาวิทยาลัยในการก้าวสู่ Future Medicine Hub โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย ธุรกิจ และบริการทางคลินิกเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีองค์ความรู้ระดับสากล และสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity ของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ในยุคที่สุขภาพกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ การพัฒนากำลังคนด้าน Wellness และ Longevity จึงเป็นวาระแห่งอนาคตของประเทศ มหาวิทยาลัยมุ่งสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งวิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และโมเดลธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) และสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้าน Longevity ในภูมิภาค” ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว
ในด้านการดำเนินงานบริษัท แอสเซนดา โกลบอล จำกัด ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์มาตรฐาน ISSA จะร่วมสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากล การจัดอบรมและรับรองมาตรฐานวิชาชีพ การพัฒนาหลักสูตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานประกอบการจริงผ่านรูปแบบ Work-based Learning และสหกิจศึกษา เพื่อยกระดับทักษะวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติอย่างแท้จริง
• DPU Hospital สู่ Clinical & Living Lab ภายใต้ Longevity Ecosystem
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนา DPU Hospital ให้เป็นศูนย์กลางเชิงปฏิบัติการ (Clinical & Living Lab) ภายใต้แนวคิด Longevity Ecosystem โดยทำหน้าที่เป็นพื้นที่บูรณาการระหว่างการเรียนการสอน การวิจัย และการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร นักศึกษาและบุคลากรจะได้ฝึกปฏิบัติจริงตั้งแต่การประเมินสุขภาพเชิงลึก การวิเคราะห์สมรรถภาพร่างกาย การออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ การชะลอวัย ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ภายใต้กรอบมาตรฐานสากลของ ISSA
ดร.พีระยุทธ ทิ้งท้ายด้วยว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ DPU ซึ่งนำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีที่มุ่งมั่นให้มหาวิทยาลัยเป็น“Strategic Academic Partner” ที่ทำงานเชิงรุกกับภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนา Talent Pipeline มาตรฐานสากล สร้างนวัตกรรม และออกแบบโมเดลการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างยั่งยืน โดยการเชื่อมโยงมาตรฐานระดับนานาชาติเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์และสุขภาพของ DPU Hospital จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจร และตอกย้ำจุดยืนของมหาวิทยาลัยในฐานะผู้นำด้าน Future Medicine และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
