Skip to content

EEC ย้ำ6โครงการหลัก PPP ต้องเซ็นสัญญานักลงทุนช้าสุด Q1/62 เตรียมสรุปผลงาน2ปี ให้นายกฯ10 ส.ค.

01 ส.ค. 2561 | 13:12น.
EEC ย้ำ6โครงการหลัก PPP ต้องเซ็นสัญญานักลงทุนช้าสุด Q1/62 เตรียมสรุปผลงาน2ปี ให้นายกฯ10 ส.ค.

สำนักงานอีอีซี และ BOI ร่วมกับเอกชน 3 สถาบัน เปิดเวทีสัมมนา “อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น : โอกาสของนักลงทุนไทย” โชว์ความพร้อมภาครัฐ เร่งเครื่องพัฒนาอีอีซี หลัง พ.ร.บ.อีอีซี บังคับใช้ ปักหมุด 6 บิ๊กโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานหลัก 6-7 แสนล้านบาท มั่นใจได้ชื่อผู้ชนะประมูลภายใน ธ.ค.นี้ หวังเพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทยรับลงทุนใหม่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เปิดประตูการค้าไทยเชื่อมโยงภูมิภาคเจาะเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 วางเป้าหมายเงินลงทุนรวมทั้งรัฐและเอกชน 1.7 ล้านล้านบาทใน 5 ปี

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเปิดงานสัมมนา “อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลกให้ไทยแล่น : โอกาสของนักลงทุนไทย” จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “ความคืบหน้าของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ขณะที่ประเทศไทยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ (RoadMap) ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาในเชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามนโยบาย Thailand 4.0 เห็นได้จากที่มี พ.ร.บ.อีอีซีที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พ.ค. 2561 การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และออกมาตรการใหม่ๆ รวมถึงการปรับกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และยังได้เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่จะพร้อมเข้ามาลงทุนในอนาคต

โดย 6 โครงการหลักทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอูตะเภา, ศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO), ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ที่ต้องให้ได้เอกชนลงทุนและเซ็นสัญญาทั้งหมดภายในปลายปี 2561 ช้าสุดคือต้นปี 2562

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่อีอีซีรัฐบาลได้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านกฎหมายอีอีซี การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี

“ขณะนี้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้จากแผนการพัฒนาพื้นที่อีอีซี คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนรวมทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 49,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา 2.โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 3.การพัฒนาโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3

4.การพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 5.โครงการพัฒนารถไฟฟ้ารางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ 6.โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 7.การลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 8.การพัฒนาการท่องเที่ยว และ 9.การพัฒนาเมืองใหม่

ทั้งนี้เพื่อรองรับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพในอีอีซี รัฐได้เร่งดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 5 โครงการ ภายใต้การร่วมลงทุน PPP ที่กำหนดเซ็นสัญญากับเอกชนในการลงทุนร่วมพัฒนาภายในเดือนธันวาคมนี้ทุกโครงการและกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี วงเงินลงทุนรวมประมาณ 6 แสนล้านบาท และลงทุนระบบดิจิทัลในพื้นที่อีอีซี

สำหรับความคืบหน้า 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา) กำหนดได้ผู้ชนะการประมูลในเดือน ก.ย. 61 ที่ขณะนี้มีเอกชนสนใจเข้าซื้อซองร่างขอบเขตการประมูล หรือ TOR จำนวนมากคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566

2.โครงการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา คาดออก TOR ภายในเดือน ตุลาคม 2561 และกำหนดคาดแล้วเสร็จภายในปี 2564 3.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564 4.ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 กำหนดเสร็จปี 2567 และ 5. ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 กำหนดเสร็จปี 2568

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ ได้วางมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะช่วยส่งเสริมการลงทุนให้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่าปกติของการลงทุนที่ผ่านมาซึ่งจะเน้นให้สิทธิประโยชน์ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เพิ่มเติมอีก 3 ปีหลังสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ปกติ และการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เมืองการบินภาคตะวันออก (สนามบินอู่ตะเภา) และการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic 2 Corridor of Innovation หรือ EECI) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มเติม 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ (รวมสิทธิประโยชน์เดิมเกิน 8 ปีได้ และลดหย่อนอีกร้อย ละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี)

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาอีอีซี เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยมีพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ความพร้อมของภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อนโยบายการลงทุนของประเทศ โดยการยกระดับภาคการผลิตในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงยกระดับคุณภาพแรงงาน ให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมั่นว่านโยบายการพัฒนาอีอีซี จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวด้านการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไทยมากขึ้น
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออกในปัจจุบันมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของไทย ที่จะเป็นการสร้างโอกาสของประเทศเพิ่มมากขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ และการเพิ่มความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมหลักเดิม ที่จะส่งผลต่อมูลค่าทางการค้าและส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้น จากความหลากหลายของสินค้าของไทยที่สามารถเจาะกลุ่มตลาดต่างๆ ในทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ซึ่งจะสอดคล้องตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวของการส่งออก การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอยของ ภาคประชาชน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้น มาจากแรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐ ในโครงการต่างๆ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาอีอีซี ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก และยังเป็นการสร้างรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไปได้ด้วยดีและกระจายตัวไปยังเศรษฐกิจฐานรากอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีอีซี EEC เศรษฐกิจ โรดแมป