Skip to content

‘พิมลรัตน์’ HR ซีพีเอฟ เปิด 5 ยุทธศาสตร์ ปั้นคนดิจิทัล

30 มี.ค. 2569 | 09:09น.
‘พิมลรัตน์’ HR ซีพีเอฟ เปิด 5 ยุทธศาสตร์ ปั้นคนดิจิทัล

องค์กรที่มีพนักงานกว่า 1.3 แสนคนทั่วโลก จะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างไรโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือโจทย์ที่ “พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล” ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ตั้งเป้าอยู่ในฐานะแม่ทัพด้านทรัพยากรบุคคล (HR) ขององค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลก

ยิ่งเมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามาพลิกโฉมทุกสายงานพร้อมกัน ความท้าทายนั้นก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งในแง่ของการพัฒนาทักษะคน การปรับโครงสร้างองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอย่างยั่งยืน

คำตอบที่พิมลรัตน์เลือกคือการวาง “5 ยุทธศาสตร์” ที่ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งหมด ตั้งแต่การสร้างคนไปจนถึงการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร ภายใต้กรอบการเปลี่ยนผ่านบุคลากรสู่ยุคดิจิทัล (Digital People Transformation)

โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2028 พนักงานอย่างน้อย 50% ของทั้งองค์กรต้องใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว และปีนี้ตั้งเป้าให้พนักงานทุกคนใช้เครื่องมือดิจิทัลขั้นพื้นฐานได้ครบ 100%

สร้างและซื้อคนเก่งดิจิทัล

ยุทธศาสตร์แรก คือ การเพิ่มจำนวนคนเก่งด้านดิจิทัลด้วยสองเส้นทางควบคู่กัน คือ ทั้งพัฒนาจากภายใน (Build) และดึงคนเก่งจากภายนอก (Buy) โดยมีตำแหน่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ พาร์ตเนอร์ด้าน AI ประจำสายธุรกิจ (AI Business Partner : AIBP) ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ธุรกิจและ AI เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมธุรกิจ ทีมเทคโนโลยี และ AI ร่วมวิเคราะห์ปัญหา และโอกาสทางธุรกิจ แล้วแปลงเป็นรูปแบบการใช้งาน (Use Case) ที่ใช้ AI ได้จริง

กระบวนการคัดเลือก AIBP ผู้สมัครต้องผ่านการเรียน ทดสอบ และส่งกรณีศึกษาทางธุรกิจให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจก่อนจะได้รับการรับรอง ปีที่แล้วตั้งเป้าไว้ที่ 250 คน แต่ผลที่ได้คือ 286 คน ปีนี้ขยับเป้าขึ้นเป็น 400 คน

โดย AIBP เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Leader) ขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ดิจิทัลทั่วทั้งองค์กร ผลที่จับต้องได้จากกลุ่มนี้ คือ รายได้ต่อพนักงานเติบโต 2 เท่า และผลกำไรเพิ่มขึ้น 3.2%

แต่มีจุดที่ต้องคำนึงถึงคือ งบประมาณที่ใช้พัฒนาทักษะดิจิทัล AI สูงกว่ากลุ่มพนักงานทั่วไปถึง 3 เท่า เพราะรูปแบบการฝึกอบรมของ CPF ไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายอย่างเดียว แต่ต้องลงมือทำโปรเจ็กต์จริงและผ่านการรับรองจึงจะนับว่าสำเร็จ

นำมาสู่การทำโปรเจ็กต์ที่พิมลรัตน์ริเริ่มตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว นั่นคือการออกแบบ “ระบบจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ” หรือ Skill-based Pay ด้วยแนวคิดที่ว่าเมื่อองค์กรลงทุนฝึกอบรมสูง และพนักงานกลุ่มนี้ส่งมอบผลลัพธ์สูง การตอบแทนก็ควรสูงตามไปด้วย

ปัจจุบัน CPF จ่ายค่าตอบแทนพนักงานในรูปแบบจ่ายตามระดับงาน (Job-based Pay) คือ จ่ายตามระดับงาน แต่สำหรับกลุ่ม AIBP และตำแหน่งเกี่ยวข้องในด้านเทคโนโลยี (Tech Roles) ซึ่งได้มีการระบุว่ามีทักษะพิเศษ จะมีการจ่ายเพิ่มในรูปแบบ Skill-based Pay คาดว่าจะเริ่มจ่ายได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ โดยมีการทบทวนทักษะพิเศษที่กำหนด ทุก 6 เดือน และจะหยุดจ่ายส่วนเพิ่มเมื่อทักษะนั้นกลายเป็นมาตรฐานทั่วไปขององค์กร

นอกจากนี้ CPF ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตร (Certification and Qualification) เฉพาะกลุ่มนี้ร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ เพื่อเปิดเส้นทางความก้าวหน้าสายเทคโนโลยีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วางรากฐานองค์กรให้แกร่ง

พิมลรัตน์ย้ำว่า โครงสร้างต้องมาก่อน การปรับโครงสร้างเพื่อรองรับตำแหน่ง AIBP คือสิ่งแรกที่ CPF ทำ เพราะหากโครงสร้างไม่รองรับ กระบวนการ ระบบ และแพลตฟอร์มก็ไม่อาจขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้

ครอบคลุมการลดระดับชั้นในองค์กรโดยโครงสร้างองค์กรแบบแบนราบ (Lean Organization) อย่างจริงจัง ลดลำดับชั้นการบริหารเพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น วางระบบการทำงานแบบโมดูลาร์และวัดผลทุกโครงการเป็นตัวเลขทางการเงิน

ในปี 2026 CPF กำหนดให้แม้แต่หน่วยงานสนับสนุนอย่าง HR ก็ต้องวัดผลเป็นผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ด้วย

“ถ้าเราคิดเป็นธุรกิจจริง ๆ ทุกโครงการ แม้แต่ HR ก็ต้องวัดผลได้เป็นเชิงตัวเลข”

ตัวอย่างเช่นโปรแกรมการดูแลพนักงานใหม่ (Onboarding) ด้วย AI หรือน้องอีซี่ ซึ่งนำผู้ช่วย AI เข้ามาดูแลพนักงานใหม่ตลอด 100 วันแรก จัดการทุกอย่างตั้งแต่การนัดพบบุคคลสำคัญไปจนถึงการตอบคำถามผ่านระบบแชตบอต ผลที่ได้ในระยะ 4 เดือนคืออัตราลาออกของพนักงานใหม่ลดลง 50% ซึ่งแปลงออกมาเป็นตัวเลขการประหยัดต้นทุนที่จับต้องได้จริง

นอกจากนี้ CPF เปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมสู่นวัตกรรม สนับสนุนให้พนักงานทำงานพิเศษนอกเหนือไปจากงานประจำ เปิดโอกาสให้พนักงานนำเสนอโครงการใหม่ๆ ออกแบบ ทดลอง และนำเสนอแนวทางที่จับต้องได้ เกิดเป็นโครงการด้าน AI โดยสิทธิ์ในการคว้าเกรด 4-5 จะสงวนไว้เฉพาะผู้ที่ลุกขึ้นมาทำ “โครงการพิเศษ” ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม

สำหรับการปรับกระบวนการทำงาน CPF ใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการแบบ Design Thinking กับทีม HR ทุก 6 เดือน โดยเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมทบทวนและออกแบบกระบวนการใหม่พร้อมกัน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันแต่ได้ผลลัพธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง

นอกจากนี้ CPF ยังวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Workforce Planning) มากว่า 7 ปีแล้ว ปัจจุบันระบบสามารถบอกได้ทั้งปริมาณและคุณภาพของคนที่ต้องการแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ดสดที่แสดงตัวเลขรายได้ต่อหัวและกำไรต่อหัวของทุกแผนก

สิ่งที่พิมลรัตน์ย้ำชัดคือการลดคนในทีนี่ไม่ได้หมายถึงการตัดพนักงานออก แต่คือการที่คนหนึ่งคนสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะมี AI เข้ามาช่วย

สร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ต่อมา CPF เปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม ทั้งแบบจากบนสู่ล่าง (Top-down) ที่เป็นโครงการเพื่อขับเคลื่อน KPI ของท่าน CEO ให้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็น National Agenda และจากล่างสู่บน (Bottom-up) โดยย้ำว่านวัตกรรมเกิดได้ไม่ใช่จากวิสัยทัศน์ระดับสูงอย่างเดียว แต่มาจากปัญหาที่พบในระดับหน้างาน เมื่อเห็นโอกาส ก็เห็นปัญหา นวัตกรรมก็เกิดขึ้นตลอดเวลา

โครงการ Hack the Future เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้พนักงานนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานที่นำไปใช้ได้จริงภายใต้แนวคิดเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการทำงาน เพื่อเพิ่มยอดขาย และส่วนแบ่งทางการตลาด โดยสร้างผลกระทบทางเงินในปี 2568 กว่า 5,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการระดับหน่วยธุรกิจ ที่มีการนำเสนอในมิติที่แตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ ต้องได้อนุมัติจากผู้บริหารหน่วยงาน ก่อนถึงจะนับเป็นโครงการพิเศษ

ผู้นำต้องเปลี่ยนก่อน

ในส่วนนี้ พิมลรัตน์เปิดเผยตามตรงว่า ถ้าผู้นำไม่เปลี่ยน ไม่ใช้ข้อมูล ก็ไม่เกิดประโยชน์

ผู้นำที่ CPF ต้องการคือผู้นำที่ตัดสินใจด้วยข้อมูล ทำงานแบบโมดูลาร์ปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้ และเป็นผู้ชี้แนะมากกว่าผู้ชี้นำ

ในทางปฏิบัติ ทุกวันนี้ผู้บริหารของ CPF ไม่จำเป็นต้องรับรายงานกระดาษอีกต่อไป เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบและเห็นได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) การอนุมัติเอกสารก็ใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนการเซ็นชื่อแบบเดิม ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเวลาได้

โครงการ Business Transformation Program เป็นอีกหนึ่งโครงการซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง มุ่งพัฒนาภาวะผู้นำและทักษะที่จำเป็นต่อยอดการทำธุรกิจ ผ่านการลงมือทำจริง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านการอบรมเชิงทฤษฎีและการศึกษาดูงานจากบริษัทชั้นนำของโลก เพื่อเตรียมผู้นำที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองความต้องการขององค์กรในอนาคต โดยในปี 2568 สร้างผลกระทบทางการเงินรวมกว่า 700 ล้านบาท ผู้นำที่ผ่านกระบวนการนี้กว่า 32% ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง

สร้างความรักองค์กร

ยุทธศาสตร์สุดท้าย คือ การสร้างแบรนด์ LOVE (Brand LOVE) มุ่งยกระดับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร โดย CPF มีการทำแบบประเมินพนักงานทั้งในด้านความรักองค์กรและความรู้ที่พนักงานมีต่อองค์กรควบคู่กัน

พนักงานที่มีทั้งความรักองค์กร และความรู้ จะถูกพัฒนา ให้เป็น “C.P. Ambassador” เพื่อเป็น “ตัวแทนองค์กร” ที่มีความรักและภาคภูมิใจในองค์กร ทำหน้าที่สร้างความผูกพันภายในและเผยแพร่วัฒนธรรมองค์กร สามารถสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และถ่ายทอดเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ของซีพีเอฟไปสู่บุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 4,000 คน

ยกระดับสู่การ สร้าง CPF Super KOL คัดเลือกพนักงานที่มีศักยภาพ พร้อม “ติดอาวุธ” ด้านทักษะการสื่อสารและการใช้สื่อ Social Media โดยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสารในรูปแบบใหม่จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นผู้นำการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรสู่สาธารณะในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานที่เป็น CPF Super KOL จำนวนกว่า 250 คน

ปัจจุบัน CPF มีชมรมพนักงาน แล้วกว่า 19 ชมรม ที่เปิดพื้นที่ให้พนักงานได้แสดงออก และเป็นหนึ่งในช่องทางรับข้อคิดเห็นที่ช่วยสะท้อนเสียงพนักงานนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและสวัสดิการให้ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

พิมลรัตน์เชื่อเรื่อง Put the skin into the game อย่างจริงจัง  พนักงานต้องลงลึก รู้จริง CPF จึงมีระบบหมุนเวียนตำแหน่งตามเส้นทางอาชีพที่วางไว้ ควบคู่กับโปรแกรมสนับสนุนอย่างบัดดี้ เมนทอร์ และโปรแกรม 100 วัน (100 Day Program) ผลสำรวจล่าสุดพบว่าพนักงานมีความพึงพอใจในระดับสูงสุด

พิมลรัตน์สรุปว่า ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์นี้ครอบคลุม เพิ่มคนเก่งดิจิทัล (Digital Talent), สร้างขีดความสามารถของคนและองค์กร (Organization Capability), สร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovative Culture), สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformative Leader) และสร้างแบรนด์ LOVE (Brand LOVE) เธอมองว่าต้องขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งหมด ไม่ใช่เลือกทำทีละด้าน

“ถ้าเทคโนโลยีมา แต่กระบวนการเหมือนเดิม คนก็แบบเดิม”

องค์กรจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่เพราะคนที่มีความสุข มีพลัง และพร้อมก้าวไปพร้อมกับองค์กร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI CPF ซีพีเอฟ HR