คอลัมน์ คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ถ้าเราต้องการวัดความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาไทย บางทีเราอาจไม่ต้องดูตัวเลขงบประมาณเลยก็ได้ แค่ดูการสอบเข้า รร.เตรียมอุดมศึกษา ก็พอ
ปีนี้มีเด็กเกือบ 14,000 คน มาสอบ เพื่อชิงที่นั่งเพียง 1,520 ที่นั่ง ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า รร.ที่มีคุณภาพสูงยังมีจำนวนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความต้องการของครอบครัว
ผมมองว่านี่คือสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษา เมื่อ รร.ที่มีคุณภาพสูงมีอยู่เพียงบางแห่ง การแข่งขันก็ย่อมรุนแรง และครอบครัวจำนวนมากก็ต้องมองหาทางเลือกอื่น หนึ่งในทางเลือกที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ รร.นานาชาติ
ปัจจุบันไทยมี รร.นานาชาติกว่า 260 แห่ง และมีนักเรียนเกือบ 80,000 คน ค่าเล่าเรียนในหลายแห่งอยู่ที่หลักหลายแสนบาทต่อปี และในบางแห่งอาจสูงถึงหลักล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความต้องการการศึกษาที่มีคุณภาพในสังคมไทยมีอยู่จริง เพียงแต่ระบบ รร.ของเรายังไม่สามารถรองรับความต้องการนั้นได้เพียงพอ
ที่ รร.นานาชาติเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวไทยต้องการทางเลือกใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะกิจการประเภทนี้กลายเป็น หนึ่งในธุรกิจการศึกษาที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุน
ผมไม่ได้มองว่า รร.นานาชาติเป็นปัญหา ตรงกันข้าม ในโลกที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจและความรู้เป็นสากล รร.เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศที่ต้องการดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทข้ามชาติ จำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่เป็นสากลรองรับครอบครัวจากทั่วโลก พร้อมกันนั้นเด็กไทยก็ควรได้รับการศึกษาที่ในอนาคตสามารถแข่งขันกับโลกได้เช่นกัน
ประเทศไทยเองก็ให้การสนับสนุนกิจการด้านการศึกษาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการ รร.เอกชน หรือการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการด้านการศึกษา เหตุผลก็ชัดเจน เพราะระบบการศึกษาที่เป็นสากลช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกได้ง่ายขึ้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า เมื่อทรัพยากรทางการศึกษาที่ดีที่สุดส่วนหนึ่งอยู่ในระบบที่เข้าถึงได้เฉพาะครอบครัวรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็มีแนวโน้มจะกว้างขึ้น
ผมยังจำได้ว่า ในช่วงที่มีโอกาสลงพื้นที่ไปเยี่ยม รร.ของรัฐหลายแห่ง ผมได้คุยกับครูและผู้ปกครองจำนวนมาก หลายคนไม่ได้ต้องการอะไรที่ซับซ้อนเลย สิ่งที่พวกเขาพูดคล้ายกันคือ อยากเห็น รร.ของลูกมีคุณภาพที่ดีขึ้น เด็ก ๆ มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น และโรงเรียนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะพัฒนาเด็กให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คำพูดเหล่านั้นทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่า การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของ รร.หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตของประเทศ
ผมเคยพูดหลายครั้งว่า อยากเห็นเด็กไทยทุกคนมีโอกาสเรียนหนังสืออย่างเท่าเทียม เพราะในระยะยาวแล้ว การพัฒนาประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณภาพการศึกษาของคนในประเทศยังแตกต่างกันมากเกินไป
ใช่ครับ เรามี รร.นานาชาติที่บางครั้งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่างทางชนชั้น แต่ในความเห็นของผม รร.นานาชาติไม่ใช่ตัวปัญหา คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอยู่ในประเทศ ช่วยยกระดับการศึกษาของเด็กไทยทั้งระบบ
ผมเชื่อว่าเราสามารถออกแบบความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่าง รร.นานาชาติกับระบบ รร.ของรัฐ
แนวคิดนี้ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนธรรมชาติของ “รร.อินเตอร์” รร.เหล่านี้ยังสามารถรักษารูปแบบการเรียน สภาพแวดล้อม และการบริการที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการการศึกษานานาชาติได้เหมือนเดิม
แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยสามารถออกแบบกลไกความร่วมมือทางการศึกษา ที่ทำให้ประโยชน์ของระบบนี้กระจายออกไปสู่สังคมมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น รร.นานาชาติอาจจัดสรรทุนการศึกษาให้กับเด็กไทยที่มีศักยภาพแต่ขาดโอกาส ในสัดส่วนหนึ่งของนักเรียนในแต่ละปี หากแต่ละ รร.ให้ปีละเพียง 5-10 ทุน กระจายไปทั่วประเทศ ก็จะมีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าถึงการศึกษาระดับนานาชาติ
อีกแนวทางหนึ่งคือ โครงการอาสาสมัครทางการศึกษา ที่ครูต่างชาติหรือผู้เชี่ยวชาญจาก รร.นานาชาติสามารถเข้าไปช่วยสอน หรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนของรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดครูภาษาอังกฤษ นักเรียนมัธยมปลายของ รร.นานาชาติเองก็สามารถมีบทบาทเป็นอาสาสมัครได้เช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนไม่ตรงกับโรงเรียนไทย
นอกจากนี้ รร.นานาชาติยังมีประสบการณ์ด้านการออกแบบหลักสูตร การเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์ และการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ซึ่งสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับ รร.รัฐผ่านโครงการอบรมครูหรือความร่วมมือทางวิชาการ
ในทางกลับกัน เมื่อรัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการ รร.ในฐานะผู้ให้บริการด้านการศึกษา รัฐบาลไทยก็อาจขอความร่วมมือให้ รร.นานาชาติช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย ให้กับนักเรียนของตนเองด้วย สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจต่อสังคมไทย แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโอกาสในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของประเทศได้อีกด้วย
หากออกแบบดี ๆ ความร่วมมือแบบนี้จะไม่ใช่ภาระของ รร.เอกชน แต่จะกลายเป็นระบบความร่วมมือทางการศึกษาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ รร.นานาชาติยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจยุคใหม่ ขณะที่ระบบ รร.ของรัฐก็ได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ไปพร้อมกัน
ในโลกที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน ประเทศที่ชนะไม่ใช่ประเทศที่มี รร.ดีเพียงไม่กี่แห่ง แต่คือประเทศที่ทำให้ รร.ดีเป็นโอกาสของเด็กทุกคน