Skip to content

เปิดดัชนีความสุขคนทำงานไทย เกือบครึ่งหมดไฟ-เครียดสะสม

09 เม.ย. 2569 | 15:13น.
เปิดดัชนีความสุขคนทำงานไทย เกือบครึ่งหมดไฟ-เครียดสะสม

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ของประเทศไทยเผยผลสำรวจ Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คนในประเทศไทย พบว่าคนทำงานชาวไทยมีระดับความสุขโดยรวมอยู่ที่ 67% รั้งอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก 

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นให้องค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความสุขในที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพและแรงจูงใจของบุคลากร ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับสามรองจากอินโดนีเซีย (82%) และฟิลิปปินส์ (77%) ในขณะที่สิงคโปร์ (56%) และฮ่องกง (47%) มีระดับความสุขที่ต่ำกว่า

แม้ตัวเลขความสุขในภาพรวมของไทยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ในรายงานกลับบ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะภาวะหมดไฟ และความเครียดสะสม ซึ่งสะท้อนว่ายังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับและสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า จากรายงานของ Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพนักงานที่มีความสุขในการทำงานนั้นมีแนวโน้มที่จะทุ่มเทและทำงานเกินความคาดหวังสูงถึง 86% ขณะที่พนักงานที่ไม่มีความสุขในการทำงานจะมีสัดส่วนเพียง 54% เท่านั้น ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความสุขในงานที่ทำจะเป็นตัวแปรหลักที่มีผลต่อแรงจูงใจและการขับเคลื่อนองค์กร

พนักงานที่มีความสุขยังมักจะแนะนำองค์กรต่อผู้อื่นมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุขถึง 35% แสดงให้เห็นว่าความสุขในที่ทำงานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผ่านตัวพนักงานเองได้อีกด้วย

แม้ว่าค่าตอบแทนจะเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่ดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงาน แต่การสร้างคุณค่าของผลงานและความรู้สึกว่างานที่ทำนั้นได้รับการยอมรับ ตลอดจนถึงการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พนักงานผูกพันและช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากรายงาน Workplace Happiness Report ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความสุขในที่ทำงานยุคใหม่คือ การบริหารจัดการสมดุลระหว่างสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญกับสิ่งที่พนักงานได้รับในชีวิตจริง โดยปัจจุบันคนทำงานไทยมีระดับความสุขกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  1. 70% มีระดับความสุขกับโลเคชั่นสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
  2. 66% มีระดับความสุขกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ
  3. 65% มีระดับความสุขกับหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน
  4. 64% มีระดับความสุขกับเพื่อนร่วมงานและรู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ
  5. 63% มีระดับความสุขกับความมั่นคงในอาชีพการงาน

องค์กรควรใส่ใจปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญ และปรับปรุงสิ่งที่พนักงานยังรู้สึกขาดอยู่ เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีแรงจูงใจและรู้สึกมีคุณค่า แม้พนักงานจะมีความพึงพอใจในหน้าที่และความรับผิดชอบสูงถึง 65% แต่กลับมีเพียง 53% เท่านั้นที่พึงพอใจกับภาระงาน และความกดดันที่ได้พบเจอจริงระหว่างการทำงาน ซึ่งภาระงานที่เหมาะสมนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ 2 ที่ขับเคลื่อนความสุขของคนไทย

ดังนั้นองค์กรจึงควรสนับสนุนการมอบหมายงานที่น่าสนใจ การบริหารจัดการปริมาณงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตในสายงานที่ชัดเจน เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงานจากเพียงแค่ ‘อยู่ได้’ ไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

รายงานฉบับนี้จาก Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการและปัจจัยที่สร้างความสุขของคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคนแต่ละเจเนอเรชั่นมีระดับประสบการณ์การทำงานและภาระความรับผิดชอบในชีวิตที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจแบบเฉพาะเจาะจงนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบสวัสดิการหรือแนวทางการดูแลสวัสดิภาพที่ตรงใจพนักงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณภาพและเพิ่มความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

Gen Z (อายุ 18-29 ปี)

คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด (59%) และรู้สึกหมดไฟสูงสุดถึง (51%) เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้คือ ทีม/เพื่อนร่วมงาน (61%) และโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (70%) การสนับสนุนจากหัวหน้างานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่

Millennials (อายุ 30-44 ปี)

คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขอยู่ที่ 67% โดยมักถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีภาระความรับผิดชอบจากการดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน ความสุขของคนกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (67%) และเป้าหมายในการทำงาน (62%) ดังนั้นองค์กรที่มอบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจึงมีแต้มต่อในการรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ได้ในระยะยาว

Gen X (อายุ 45-59 ปี)

มีระดับความสุขอยู่ที่ 72% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความก้าวหน้าในอาชีพและมีฐานรายได้สูงที่สุด ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนความสุขคือ หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน (69%) และโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (65%) แม้ว่าจะอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานและเงินเดือนที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น

Baby Boomers (อายุ 60-64 ปี)

เป็นกลุ่มที่มีความสุขในการทำงานสูงที่สุดถึง 75% และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของการทำงาน จึงมีความผูกพันกับองค์กรสูงและมีแนวโน้มที่จะทำงานต่อกับองค์กรเดิมมากที่สุด โดยปัจจัยหลักที่ให้ความสำคัญคือ ความพึงพอใจในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน สมดุลชีวิตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความต้องการเปลี่ยนงานเพียง 33% เท่านั้น

องค์กรไม่สามารถใช้แนวทางเดียว ในการดูแลพนักงานทั้งหมดได้ แต่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปออกแบบแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เช่น การสร้างระบบเมนเทอร์สำหรับ Gen Z หรือปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อกลุ่มคน Millennials เพื่อเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมและรักษาบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน

รายงานฉบับนี้คือเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการและฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถนำไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาในหน้างานได้จริง ไม่ว่าจะเป็น ‘การดึงดูดคนเก่ง’ ด้วยการนำเสนอโอกาสการเติบโตและเป้าหมายที่ชัดเจน หรือ ‘การรักษาบุคลากรคุณภาพ’ ผ่านการดูแลสวัสดิภาพที่ตอบโจทย์พนักงานในแต่ละกลุ่มอายุ

องค์กรยังสามารถนำข้อมูลเรื่อง ‘ภาวะหมดไฟ’ ไปปรับใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยเพื่อรีบวางแผนในการดูแลสุขภาวะทางจิตใจและการจัดการภาระงานให้เหมาะสม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและภาพลักษณ์เชิงบวกขององค์กรในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

JobsDB ผลสำรวจ แรงงานไทย