4 องค์กรภาคประชาชน ยื่น 8 ข้อเสนอถึงรัฐมนตรีพลังงาน เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน-ก๊าซ คุมค่าการกลั่น หยุดกู้เงินกองทุนน้ำมันฯ และหนุนพลังงานทางเลือกเพื่อประชาชน
ผู้สื่อข่าวรานงานว่า ตัวแทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูป พลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวมตัวที่กระทรวงพลังงานเพื่อยื่นหนังสือ “ข้อเสนอเร่งด่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม และการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมต่อประชาชน” ต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊มลงโดยเร็ว หลังราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มไม่ลด และมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่ม ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นธรรม
นางสาวรสนากล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯเป็นเหมือนกองทุนที่ประกันกำไรให้กับโรงกลั่นเอกชน เนื่องจากในช่วงที่น้ำมันราคาถูก รัฐบาลก็จะอ้างเรื่องกองทุนน้ำมันฯเพื่อเก็บเงินเพิ่มทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันแพง ทั้งนี้ หาก รมว.พลังงานดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมดที่ภาคประชาชนเสนอ จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯอย่างแน่นอนและควรจะลดภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายเงินหน้าปั๊มด้วย
“การที่จะเก็บเงินส่วนต่างที่น้ำมันราคาลดลง เข้ากองทุนน้ำมันฯตลอดเวลาไม่เป็นธรรมกับประชาชน เพราะการขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 6 บาท หรือ 3.50 2 รอบ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน ตัวเลขเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 มีการดึงเงินจากผู้ใช้เบนซิน 95 เข้ากองทุนถึง 9.66 สตางค์ต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 เก็บ 2.86 บาทต่อลิตร คิดว่าควรจะลดลงมาให้กับประชาชนที่ใช้น้ำมันบ้างไม่ใช่อ้างแต่เรื่องกองทุนน้ำมันฯ” นางสาวรสนาระบุ

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้มีความเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมแนวทางพลังงานที่เปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถพึ่งตนเองได้ มี 8 ข้อ ดังนี้
1. ขอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากโครงสร้างราคาน้ำมัน เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยใช้โครงสร้างราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปร์บวก เป็นค่าใช้จ่ายที่สมมุติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่รวมเรียกว่าค่าพรีเมี่ยม เพื่อป้องกันลาภลอยจากสถานการณ์ ด้านราคาของสิงคโปร์
โดยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร และให้กำกับค่าการตลาดตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เคยมีมติกำหนดไว้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ให้น้ำมันดีเซล บี7 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.50 บาท และน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 และเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.85 บาท/ลิตร
2. ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำกว่า 10% ขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน เนื่องจากน้ำมันชีวภาพขับได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันพื้นฐาน 10% ทั้งนี้ เพื่อไม่เป็นการก่อภาระต่อการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในยามวิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน และให้ลดการผสมไบโอดีเซลลงเหลือเพียงแค่ บี5 (B5) เพื่อไม่เป็นภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ในบทเฉพาะกาล มาตรา 55 เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยน้ำมันชีวภาพที่จะครบระยะเวลา 7 ปี ในวันที่ 24 กันยายน 2569 ไม่สมควรแก้ไขกฏหมายต่ออายุการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก
3. ยกเลิกการให้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในราคา ที่สมมุติว่านำเข้าจากซาอุดีอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งในปัจจุบันโรงแยกก๊าซ ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ได้ปีละ 3.7 ล้านตัน ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซจำนวน 2.1 ล้านตัน จึงควรให้ประชาชนได้ใช้ทรัพยากรในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ต้องกำหนดให้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนเป็นสินค้าควบคุมราคาตามบทบัญญัติสินค้าควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่เหลือใช้จากภาครัวเรือน ให้นำไปคำนวณราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก จากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้า ขายให้แก่ ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และดีเซล มาชดเชยกับผู้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อีกต่อไป
4. กำหนดค่าการกลั่น ไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร ราคาค่าการกลั่นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมีนาคมเฉลี่ย 7.23 บาท/ลิตร และ 1-10 เมษายน มีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาท/ลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอย ที่เกินจาก 2.50 บาทต่อลิตรคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอาศัยกฎหมายกลางเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง เนื่องจากการจ่ายค่าชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคำสั่งทางปกครอง
5. ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงย้อนหลังและเรียกคืนเงินส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพราะรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตรวจเช็กสต๊อกเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมัน เชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต๊อกเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนเงินส่วนเกินนั้นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
6. ให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯมีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯมีอำนาจที่ชัดเจน ในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกิน 2.50 บาท/ลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ต้องมีการตีความข้อกฎหมายต่ออีก
7. หยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1- 6 แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะการกู้เงินของรัฐบาลต้องตกเป็นภาระหนี้ของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระคืนเงินกู้
8. ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยราคาค่าไฟได้ (Net Metering) และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ Net Billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการตามมติ กพช. ดังกล่าว

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงยินดีรับข้อเสนอทั้ง 8 ข้อไปพิจารณา โดยหลายประเด็นสอดคล้องกับแนวทางที่เตรียมดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมเชิญตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมทำงานและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอไม่สิ้นสุดเพียงการยื่นหนังสือ พร้อมยืนยันว่า จะเร่งปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ลดบทบาทที่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชน และไม่ปล่อยให้เป็นเครื่องมือสร้างกำไรให้เอกชนในช่วงวิกฤต และจะใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มฟื้นตัวจากเดิมที่ขาดทุนวันละกว่า 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะพยายามบริหารกองทุนโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ และการกู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย
นอกจากนี้ กระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการลดภาระประชาชน เช่น การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อช่วยลดราคาหน้าปั๊ม รวมถึงเตรียมผลักดันนโยบายพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์รูฟท็อปและระบบซื้อขายไฟฟ้าเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
พร้อมกันนี้ ยังสั่งตรวจสอบสต๊อกน้ำมันย้อนหลังทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการกักตุนและแสวงหากำไรเกินควร โดยย้ำว่าหากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และยืนยันว่ากระทรวงจะยืนอยู่ข้างประชาชนในการแก้ไขปัญหาพลังงานในครั้งนี้
“เห็นด้วยว่าเราต้องหยุดการโยกตัวเลข (การเพิ่ม-ลด ค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ใช้น้ำมันในราคาถูก) และจะไม่ยอมให้เอาเงินกองทุนน้ำมันฯมาเป็นฉากหน้าในการให้ประชนแบกรับภาระแทนนายทุน ส่วนเรื่องสต๊อกเก่ากำลังจะไปถึงกระทรวงยุติธรรมแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลยที่เปิดโอกาสให้คลังน้ำมันหรือว่าผู้ค้ามาหากำไร เพราะฉะนั้นใครที่มีพฤติกรรมแบบนี้เอาผิดหมดทุกคนครับ” นายเอกนัฏระบุ