ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบกรมป่าไม้ฉบับใหม่ “ว่าด้วยการมีและใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน 2569” ระบุเพื่อประโยชน์ในการป้องกันภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ข้าราชการและบุคลากรของกรมป่าไม้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 100 ง เมื่อ 20 เมษายน 2569 ได้เผยแพร่ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการมีและใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน พ.ศ. 2569 ลงนามโดยนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้
สำหรับสาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ระบุว่า โดยที่กรมป่าไม้มีความจำเป็นต้องจัดให้มีรถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุนไว้ใช้ในราชการ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ข้าราชการและบุคลากรของกรมป่าไม้ในการปฏิบัติราชการด้านการป้องกันและปราบปรามในพื้นที่เสี่ยงภัยต่าง ๆ
จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่5) พ.ศ. 2545 ประกอบกับกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมป่าไม้จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1.ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการมีและใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน พ.ศ. 2569”
ข้อ 2.ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจนุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป)
ข้อ 3.ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4.ในระเบียบนี้ “รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน” หมายความว่า รถยนต์พร้อมอุปกรณ์ในการป้องกันร่างกายหรือชีวิตบุคคล จากการประทุษร้ายโดยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนของกรมป่าไม้ ตามประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่องกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต
ทั้งนี้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุนให้ใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น และให้กรมจัดสถานที่สำหรับเก็บรักษารถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน ที่มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐานตามที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด
ส่วนผู้ขอรับอนุญาต หรือผู้มีสิทธิยื่นขอมีและใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
ผู้ขอรับอนุญาต
1.ผู้บังคับบัญชาในระดับผู้บริหารของกรมป่าไม้
2.เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับชำนาญงาน หรือระดับปฏิบัติการขึ้นไป
3.ผู้บริหารหน่วยงานอื่นตามที่อธิบดีเห็นสมควร
