Skip to content

ถึงเวลาจริงจัง ‘พืชพลังงาน’

27 เม.ย. 2569 | 14:01น.
ถึงเวลาจริงจัง ‘พืชพลังงาน’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วิมล ตัน

ท่ามกลาง “วิกฤต” ย่อมมี “โอกาส” เกิดขึ้นเสมอ

ขณะที่โลกเจอกับวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ซัพพลายโดยเฉพาะพลังงานน้ำมัน ก๊าซ ตามด้วยปุ๋ย เม็ดพลาสติก เกิดอาการสะดุด ไม่สามารถขนส่งผ่านออกมาได้

หลายประเทศแม้กระทั่งไทยเองก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเพิ่มไบโอดีเซลและเอทานอลในเนื้อน้ำมันฟอสซิลมากขึ้น จาก B5 เป็น B7 หรือใช้ E20 หรือเทรนด์ใช้รถอีวีแทนรถสันดาป

ขณะเดียวกันความกลัวว่าค่าไฟจะแพงขึ้น ก็เกิดกระแสรณรงค์ติดโซลาร์บ้านเพื่อประหยัดค่าไฟ

แต่ที่สุดแล้วประเทศจะรอดพ้นวิกฤตได้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องปฏิรูป จัดโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญคือ ความชัดเจนในการกำกับดูแลพืชอาหารที่มีสถานะเป็นพืชพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง

แบบเดียวกับที่รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศนโยบายหยุดนำเข้าน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปโดยสิ้นเชิงภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 พร้อมกับมาตรการปรับเกณฑ์มาตรฐานการผสมน้ำมัน จาก B40 เป็น B50 หรือใช้ปาล์มน้ำมันผสมในเนื้อน้ำมันถึง 50%  หากทำได้ตามเป้าที่วางไว้อินโดนีเซียจะกลายเป็นชาติแรกในอาเซียนที่สามารถลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้สำเร็จ

หันมามองที่บ้านเรา ทั้งที่ไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรหลัก ทั้งข้าว ปาล์ม มันสำปะหลัง ยาง

แต่ทุกวันนี้กระทรวงพลังงานยังย่ำอยู่กับตัวเลขแค่ B5 และ B7 

หนำซ้ำเมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุมการส่งออกปาล์มน้ำมัน แค่ไม่กี่วันชาวสวนปาล์มและโรงสกัดพากันยื่นหนังสือประท้วง โดยให้เหตุผลว่าการควบคุมการส่งออกทำให้ราคารับซื้อปาล์มดิบตกลง

แสดงให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานภาพความเป็น “พืชการเมือง” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เพราะสินค้าเกษตรเหล่านี้ครอบครองพื้นที่ปลูกหลักในเมืองไทย มีเกษตรกรที่อยู่ในวงจรจำนวนมาก ที่ผ่านมาเจอปัญหาวนลูปเดิม บางปีแล้ง ผลผลิตต่ำเตี้ย เกษตรกรเดือดร้อน ก็ประท้วงให้รัฐช่วยเหลือ ในทางกลับกันผลผลิตเยอะ ราคาตกต่ำ เดือดร้อน ก็เรียกร้องให้รัฐพยุงราคา จนเป็นที่รู้กันว่าหน้าที่หลักของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ของบประมาณพยุงราคาสินค้าเกษตร แจกจ่ายพันธุ์ หาน้ำให้เกษตรกร

ทั้งที่โลกวันนี้เทคโนโลยีล้ำไปไกล พืชอาหารไม่ได้อยู่แค่ “อาหาร” แต่สามารถพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น “พืชพลังงาน”  และขยับขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นอีกมากมาย

อย่างเช่น อ้อย และมันสำปะหลัง นอกจากจะเป็นแค่ “น้ำตาล” และ “แป้ง” ยังเป็นเอทานอลในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน  น้ำตาลจากอ้อยยังเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นหลอด ถุงหรือบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่สามารถย่อยสลายได้ 100%  ขณะที่ชานอ้อยยังนำมาอัดเม็ดเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ใช้ในโรงไฟฟ้า

ส่วนแป้งมันสำปะหลังสามารถดัดแปรไปใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งทอ และยา เช่น นำไปทำแคปซูลยา หรือผสมทำพลาสติกชีวภาพเพื่อเพิ่มอัตราย่อยสลาย ยิ่งไปกว่านั้นแป้งจากมันสำปะหลังยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมทางการแพทย์ คือ ใช้เป็นสารให้ความหวาน (Xylitol) หรือน้ำตาลทางเลือกสำหรับคนเป็นเบาหวาน

เช่นเดียวกับน้ำมันปาล์มทำอาหาร ปาล์มสำหรับไบโอดีเซล ก็ยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ทำสบู่ แชมพู  โลชั่น แถมกากเนื้อปาล์มสกัดไปทำอาหารสัตว์ หรือทำเชื้อเพลิงชีวภาพ     

ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลไทยจะจริงจังกับการปรับโครงสร้างพืชเกษตร โดยต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน เพิ่มคุณภาพการเพาะปลูก เพิ่มนวัตกรรม สร้างมูลค่า เป็นการอัพสกิล รีสกิล เกษตรกรไทย ให้เป็น “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” อย่างแท้จริง

เลิกรอฟ้ารอฝน รอเงินเยียวยาอย่างทุกวันนี้