อินเด็กซ์ฯ จับมือสิงห์ ปั้นเฟสติวัล “ปลาร้าหมอลำ 2026” ยกอีสานสู่ใจกลางกรุงเทพฯ มองศักยภาพหมอลำ-อาหารพื้นถิ่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี เร่งต่อยอด Soft Power ไทยสู่สากล ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ และการแข่งขันธุรกิจอีเวนต์
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์ไทยกำลังเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการจึงต้องมองหา “เครื่องยนต์ใหม่” ในการสร้างรายได้

หนึ่งในคำตอบที่ชัดขึ้นคือการใช้ “วัฒนธรรม” มาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางกำลังซื้อ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการจัดงาน “Singha Corporation presents ปลาร้าหมอลำ 2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้” โดย อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “Urban Cultural Festival” ยกวัฒนธรรมอีสานมาไว้กลางเมือง
ปั้นอีเวนต์เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร ระบุว่าแนวคิดสำคัญคือการ “ออกแบบวัฒนธรรม” ให้เติบโตในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมองว่างานเฟสติวัลไม่ใช่เพียงกิจกรรมบันเทิง แต่เป็นแพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม
ความสำเร็จของงานต้นแบบที่ขอนแก่น ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลกจาก International Festivals & Events Association เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถสร้าง “มูลค่าเชิงพาณิชย์” ได้จริง และสามารถยกระดับสู่มาตรฐานสากล
การขยับมาจัดในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่เป็น “กลยุทธ์ตลาด” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ทั้งคนเมือง กำลังซื้อสูง และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ทำไมต้อง “กลางกรุง”
นายเกรียงไกร กล่าวว่าการเลือกจัดงานใจกลางเมืองมีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของ กำลังซื้อ นักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ใหม่
ขณะเดียวกัน ยังเป็นพื้นที่แข่งขันของธุรกิจอีเวนต์ที่รุนแรง ทั้งคอนเสิร์ตนานาชาติ เทศกาลอาหาร และไลฟ์สไตล์แฟร์ การนำ “หมอลำ+ปลาร้า” เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้จึงเป็นการ “รีโพสิชัน” วัฒนธรรมอีสานสู่ตลาดพรีเมียม
“ปลาร้า–หมอลำ” จากรากสู่มูลค่าเศรษฐกิจ
นายสุชาติ อินทร์พรหม ผู้อำนวยการผลิตรายการหมอลำไอดอล และวงอีสานนครศิลป์ ระบุว่าข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น อุตสาหกรรมหมอลำมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี จากการแสดง 2,600 ครั้งต่อปี โดยวงยอดนิยมมีงานสูงถึง 200 วันต่อปี และมีผู้ชม 2,000-6,000 คนต่อครั้ง

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “หมอลำ” ไม่ใช่เพียงศิลปะพื้นบ้าน แต่เป็น “อุตสาหกรรมบันเทิง” ที่มีขนาดตลาดชัดเจน
เมื่อผนวกกับ “ปลาร้า” ซึ่งเป็นสินค้าอาหารที่กำลังพัฒนาไปสู่ตลาดส่งออก ทำให้เกิด value chain ใหม่ ได้แก่ อาหาร (Food Economy) ดนตรี/บันเทิง (Entertainment Economy) การท่องเที่ยว (Tourism Economy) คอนเทนต์ดิจิทัล (Digital Economy) ปรับตัวสู่ดิจิทัล ขยายฐานผู้ชม
หลังวิกฤติ COVID-19 pandemic ธุรกิจหมอลำได้เร่งปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งไลฟ์สดและยูทูบ ทำให้เข้าถึงผู้ชมใหม่จำนวนมาก
ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปิดรับความแปลกใหม่ และแรงส่งจากแรงงานอีสานในเมืองใหญ่ ทำให้หมอลำกลายเป็น “กระแส” และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์มากขึ้น
เอกชนหนุน Soft Power เต็มรูปแบบ
ด้านนายศรีล สุขุม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มองว่างานลักษณะนี้เป็นมากกว่าสปอนเซอร์ แต่เป็น “การลงทุนด้านแบรนด์และตลาด” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคใหม่

โดยเฉพาะการเชื่อมโยง “อาหารอีสาน + เครื่องดื่ม + ดนตรี” เพื่อสร้างประสบการณ์ครบวงจร ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาในการใช้จ่าย (spending per head) ภายในงาน
ยกระดับประสบการณ์ จากโลว์คอสต์สู่พรีเมียม
นายเกรียงไกร กล่าวว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการ “อัปเกรด” ภาพลักษณ์ จากเดิมงานลักษณะนี้เป็นคาราวานอาหารราคาประหยัด สู่เฟสติวัลคุณภาพสูง มีเชฟมิชลิน และศิลปินระดับประเทศ
พร้อมทั้งพัฒนา “ปลาร้า” ให้มีภาพลักษณ์สากล ผ่านผลิตภัณฑ์บรรจุขวดมาตรฐานส่งออก
ต้นทุนพลังงาน ตัวแปรเสี่ยงสำคัญ
นายสุชาติ เปิดเผยว่าอย่างไรก็ตาม ธุรกิจหมอลำยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยการแสดงหนึ่งครั้งใช้รถบรรทุกมากกว่า 20 คัน และมีต้นทุนน้ำมันระดับหลักแสนบาทต่อรอบ
ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด
ปั้นสู่เวทีโลกใน 1-2 ปี
นายเกรียงไกร มองว่าหมอลำมีศักยภาพก้าวสู่เวทีโลกภายใน 1-2 ปี จากการเริ่มจัดในไทยและขยายไปต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้มีการนำหมอลำไปแสดงในต่างประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และได้รับการตอบรับดี สะท้อนศักยภาพ Soft Power ไทย
อีเวนต์ = เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
นายเกรียงไกร กล่าวว่า “ปลาร้าหมอลำ 2026” จึงไม่ใช่แค่งานบันเทิง แต่เป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อม วัฒนธรรม + เศรษฐกิจ + การท่องเที่ยว และอาจกลายเป็น “ต้นแบบ” ของการใช้ Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “รากวัฒนธรรม” อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
โดยงานจัดที่ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 23.00 น.เป็นต้นไป