Skip to content

“ปลาร้าหมอลำ” บุกกรุง ปั้น Soft Power อีสาน ดันเศรษฐกิจ ฝ่าพายุพลังงาน

27 เม.ย. 2569 | 17:28น.
“ปลาร้าหมอลำ” บุกกรุง ปั้น Soft Power อีสาน ดันเศรษฐกิจ ฝ่าพายุพลังงาน

อินเด็กซ์ฯ จับมือสิงห์ ปั้นเฟสติวัล “ปลาร้าหมอลำ 2026” ยกอีสานสู่ใจกลางกรุงเทพฯ มองศักยภาพหมอลำ-อาหารพื้นถิ่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี เร่งต่อยอด Soft Power ไทยสู่สากล ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ และการแข่งขันธุรกิจอีเวนต์

นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์ไทยกำลังเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการจึงต้องมองหา “เครื่องยนต์ใหม่” ในการสร้างรายได้

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

หนึ่งในคำตอบที่ชัดขึ้นคือการใช้ “วัฒนธรรม” มาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางกำลังซื้อ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการจัดงาน “Singha Corporation presents ปลาร้าหมอลำ 2026 แซ่บ เซิ้ง อินเดอะซิตี้” โดย อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “Urban Cultural Festival” ยกวัฒนธรรมอีสานมาไว้กลางเมือง

ปั้นอีเวนต์เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจ

นายเกรียงไกร ระบุว่าแนวคิดสำคัญคือการ “ออกแบบวัฒนธรรม” ให้เติบโตในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมองว่างานเฟสติวัลไม่ใช่เพียงกิจกรรมบันเทิง แต่เป็นแพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม

ความสำเร็จของงานต้นแบบที่ขอนแก่น ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลกจาก International Festivals & Events Association เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถสร้าง “มูลค่าเชิงพาณิชย์” ได้จริง และสามารถยกระดับสู่มาตรฐานสากล

การขยับมาจัดในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่เป็น “กลยุทธ์ตลาด” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ทั้งคนเมือง กำลังซื้อสูง และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

Plara Morlam

ทำไมต้อง “กลางกรุง”

นายเกรียงไกร กล่าวว่าการเลือกจัดงานใจกลางเมืองมีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของ กำลังซื้อ นักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ใหม่

ขณะเดียวกัน ยังเป็นพื้นที่แข่งขันของธุรกิจอีเวนต์ที่รุนแรง ทั้งคอนเสิร์ตนานาชาติ เทศกาลอาหาร และไลฟ์สไตล์แฟร์ การนำ “หมอลำ+ปลาร้า” เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้จึงเป็นการ “รีโพสิชัน” วัฒนธรรมอีสานสู่ตลาดพรีเมียม

“ปลาร้า–หมอลำ” จากรากสู่มูลค่าเศรษฐกิจ

นายสุชาติ อินทร์พรหม ผู้อำนวยการผลิตรายการหมอลำไอดอล และวงอีสานนครศิลป์ ระบุว่าข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น อุตสาหกรรมหมอลำมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี จากการแสดง 2,600 ครั้งต่อปี โดยวงยอดนิยมมีงานสูงถึง 200 วันต่อปี และมีผู้ชม 2,000-6,000 คนต่อครั้ง

สุชาติ อินทร์พรหม
สุชาติ อินทร์พรหม

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “หมอลำ” ไม่ใช่เพียงศิลปะพื้นบ้าน แต่เป็น “อุตสาหกรรมบันเทิง” ที่มีขนาดตลาดชัดเจน

เมื่อผนวกกับ “ปลาร้า” ซึ่งเป็นสินค้าอาหารที่กำลังพัฒนาไปสู่ตลาดส่งออก ทำให้เกิด value chain ใหม่ ได้แก่ อาหาร (Food Economy) ดนตรี/บันเทิง (Entertainment Economy) การท่องเที่ยว (Tourism Economy) คอนเทนต์ดิจิทัล (Digital Economy) ปรับตัวสู่ดิจิทัล ขยายฐานผู้ชม

หลังวิกฤติ COVID-19 pandemic ธุรกิจหมอลำได้เร่งปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งไลฟ์สดและยูทูบ ทำให้เข้าถึงผู้ชมใหม่จำนวนมาก

ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปิดรับความแปลกใหม่ และแรงส่งจากแรงงานอีสานในเมืองใหญ่ ทำให้หมอลำกลายเป็น “กระแส” และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์มากขึ้น

เอกชนหนุน Soft Power เต็มรูปแบบ

ด้านนายศรีล สุขุม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มองว่างานลักษณะนี้เป็นมากกว่าสปอนเซอร์ แต่เป็น “การลงทุนด้านแบรนด์และตลาด” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคใหม่

ศรีล สุขุม
ศรีล สุขุม

โดยเฉพาะการเชื่อมโยง “อาหารอีสาน + เครื่องดื่ม + ดนตรี” เพื่อสร้างประสบการณ์ครบวงจร ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาในการใช้จ่าย (spending per head) ภายในงาน

ยกระดับประสบการณ์ จากโลว์คอสต์สู่พรีเมียม

นายเกรียงไกร กล่าวว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการ “อัปเกรด” ภาพลักษณ์ จากเดิมงานลักษณะนี้เป็นคาราวานอาหารราคาประหยัด สู่เฟสติวัลคุณภาพสูง มีเชฟมิชลิน และศิลปินระดับประเทศ

พร้อมทั้งพัฒนา “ปลาร้า” ให้มีภาพลักษณ์สากล ผ่านผลิตภัณฑ์บรรจุขวดมาตรฐานส่งออก

ต้นทุนพลังงาน ตัวแปรเสี่ยงสำคัญ

นายสุชาติ เปิดเผยว่าอย่างไรก็ตาม ธุรกิจหมอลำยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยการแสดงหนึ่งครั้งใช้รถบรรทุกมากกว่า 20 คัน และมีต้นทุนน้ำมันระดับหลักแสนบาทต่อรอบ

ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด

ปั้นสู่เวทีโลกใน 1-2 ปี

นายเกรียงไกร มองว่าหมอลำมีศักยภาพก้าวสู่เวทีโลกภายใน 1-2 ปี จากการเริ่มจัดในไทยและขยายไปต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้มีการนำหมอลำไปแสดงในต่างประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และได้รับการตอบรับดี สะท้อนศักยภาพ Soft Power ไทย

อีเวนต์ = เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายเกรียงไกร กล่าวว่า “ปลาร้าหมอลำ 2026” จึงไม่ใช่แค่งานบันเทิง แต่เป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อม วัฒนธรรม + เศรษฐกิจ + การท่องเที่ยว และอาจกลายเป็น “ต้นแบบ” ของการใช้ Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “รากวัฒนธรรม” อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

โดยงานจัดที่ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 23.00 น.เป็นต้นไป