Skip to content

อ.ปริญญา เปิดไอเดีย “ทำงานไถ่ตัวเอง” ช่วยผู้ต้องขังไร้เงินจ่ายค่าปรับ

28 เม.ย. 2569 | 17:09น.
อ.ปริญญา เปิดไอเดีย “ทำงานไถ่ตัวเอง” ช่วยผู้ต้องขังไร้เงินจ่ายค่าปรับ

นักวิชาการชี้โครงสร้างกฎหมายยังผลักคนไร้เงินเข้าสู่เรือนจำ เสนอโมเดลใหม่ให้ผู้ต้องขังทำงานชดใช้แทนค่าปรับ ลดความเหลื่อมล้ำ-คืนแรงงานสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในระบบกฎหมายไทย “ความจน” อาจกลายเป็นเหตุให้ต้องติดคุก เมื่อผู้กระทำผิดที่ถูกลงโทษเพียงค่าปรับ แต่ไม่มีเงินจ่าย ต้องถูกกักขังแทนวันละ 500 บาท และในหนึ่งปีอาจมีคนที่ต้องถูกขังเพราะเหตุดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นคน

เรื่องนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการผลักดันโครงการ “ทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก” เพื่อทำให้ผู้ถูกคุมขังเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ได้รับอิสรภาพ

โดย รศ.ดร.ปริญญา อธิบายบนเฟซบุ๊กถึงแนวคิดตั้งต้นของโครงการดังกล่าวว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่า ในประเทศไทยของเรานี้หากท่านทำความผิดที่ศาลลงโทษเพียงแค่ปรับ แต่ถ้าท่านไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ท่านจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29) โดยมีอัตราค่าปรับ 500 บาทต่อการถูกกักขัง 1 วัน (มาตรา 30) ซึ่งที่กฎหมายเรียกว่า “กักขัง” ความจริงก็คือ “ติดคุก” คนไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็คือคนจน ดังนั้น การกักขังแทนค่าปรับจึงเป็นการติดคุกเพราะจนโดยแท้

ในปัจจุบันมีผู้ถูกกักขังเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับมากถึง 5,048 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2569) และเมื่อรวมทั้งปีจะมีจำนวนมากถึง 3-4 หมื่นคน การที่ประเทศไทยเอาคนจนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับมาขังคุกมากถึงขนาดนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขให้สำเร็จให้ได้ครับ

ความจริงแนวทางแก้ไขก็มีอยู่แล้ว คือประมวลกฎหมายอาญาอนุญาตให้ผู้ต้องโทษค่าปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ สามารถขอศาลทำงานบริการสังคมแทนได้ (มาตรา 30/1) แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ศาลมักจะไม่อนุญาตให้ทำงานบริการสังคม ถ้าสรุปเป็นตัวเลขคือตั้งแต่ผมและนักศึกษาช่วยกันเขียนคำร้องขอนุญาตให้ผู้ถูกขังแทนค่าปรับได้ออกมาทำงานบริการสังคมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จากคำร้องทั้งหมดประมาณ 400 กว่าคน ศาลอนุญาตให้ออกมาทำงานบริการสังคมเพียง 25 คน คิดเป็น 5-6% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากครับ

“อาจารย์คะ อาจารย์และนักศึกษามาช่วยเขียนคำร้องขอทำงานบริการสังคมเป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ แต่ปัญหาคือศาลมักจะไม่อนุญาต …” ผู้อำนวยการสถานกักขังกลางปทุมธานีคนก่อนบอกผม “แต่มีอีกวิธีที่ช่วยผู้ถูกกักขังออกไปได้แน่นอนค่ะ”

“วิธีไหนครับ” ผมถามด้วยความสนใจ

“หาคนทำบุญเอาเงินมาไถ่ตัว คือมาจ่ายค่าปรับให้ค่ะ จ่ายแล้วก็ออกไปได้เลย ปีที่แล้วมีดาราคนนึงมาทำบุญวันเกิด 100,000 บาท ช่วยคนออกไปได้ 5 คนค่ะ“

ผมฟังแล้วก็ตกใจ ที่ประเทศไทยเราสามารถทำบุญไถ่ตัวคนออกจากคุกได้! นี่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าเราเอาเขามาขังเพียงเพราะเรื่องเงินล้วนๆ เลย แล้วเราจะทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ให้เขาทำงานบริการสังคม?

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ผมและนักศึกษาวิชาบริการกฎหมายเพื่อสังคมเกิดไอเดีย ถ้าเราตั้งเป็นกองทุนให้เขาทำงานไถ่ตัวเองล่ะ จะดีกว่าไปทำบุญไถ่ตัวไหม พอออกมาทำงานได้เงินก็เอาเงินมาคืนกองทุน กองทุนนี้ก็จะช่วยคนอื่นๆ ได้ต่อไปเรื่อย โดยเราก็ช่วยหางานให้เค้าทำด้วยเลย

ผมปรึกษาท่านรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยุทธนา นาคเรืองศรี ท่านรองอธิบดีก็เห็นด้วย ท่าน ผอ. คนใหม่ของสถานกักขังกลางปทุมธานีก็เห็นด้วย ดังนั้น การไปสถานกักขังกลางปทุมธานีของผมกับนักศึกษาในคราวนี้ นอกจากจะไปช่วยเขียนคำร้องขอบริการสังคมให้ผู้ถูกขังเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับแล้ว ในคราวนี้เรายังได้เริ่มโครงการใหม่ คือ #โครงการทำงานไถ่ตัวเองออกมาจากคุก ซึ่งตอนนี้มีผู้ต้องการทำงานไถ่ตัวเองเป็นจำนวนหลายคนเลยครับ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง เราจะเริ่มรุ่นแรกก่อน 4 คนครับ”

และเมื่อไม่กี่วันมานี้ รศ.ดร.ปริญญา โพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงความคืบหน้าของโครงการว่า “ตามที่ผมได้เขียนเล่าไปแล้วว่า ประเทศไทยของเราใครไม่มีเงินจ่ายค่าปรับต้องติดคุกแทนค่าปรับอัตราวันละ 500 บาท และแม้ว่ากฎหมายจะให้สิทธิในการขอทำงานบริการสังคมแทนได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลจะไม่อนุญาต ทำให้มีคนติดคุกเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับสูงถึงปีละ 4-5 หมื่นคนซึ่งเป็นการติดคุกเพราะจนโดยแท้

ผมกับนักศึกษาวิชาบริการกฎหมายเพื่อสังคม จึงเกิดความคิดว่าจะตั้งกองทุนทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก โดยเราหาเงินมาจ่ายค่าปรับและหาที่ทำงานให้ เมื่อทำงานได้ค่าปรับครบก็ค่อยคืนกองทุน ซึ่งจะเป็นการหางานให้เค้าทำไปพร้อมกันด้วยครับ

โดยในการไปสถานกักขังกลางปทุมธานีเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว มีผู้ที่ต้องขังเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจำนวน 4 รายที่สมัครใจขอทำงานไถ่ตัวเองจำนวน 4 คนตามที่เล่าให้ฟังไปแล้วครับ โดยแยกเป็น 30,000 บาท (60 วัน) 29,500 บาท (59 วัน) 27,000 บาท (54 วัน) และ 12,000 บาท (24 วัน) รวมทั้งหมด 98,500 บาท ซึ่งผมนัดจะไปจ่ายค่าปรับให้ในวันนี้ ซึ่งเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมาผมนำเงินไปจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเงินผมเองครับ

ตอนนี้เจ้าหน้าที่สถานกักขังกลางปทุมธานีก็ได้นำเงินไปชำระค่าปรับให้ที่ศาลต้นทางเรียบร้อยแล้ว (ศาลที่สั่งขัง 4 คนนี้เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ) และพรุ่งนี้เช้าทั้ง 4 คนก็จะได้อิสรภาพ ผมก็จะไปรับตัวทั้ง 4 คนเพื่อไปทำงานกับองค์กรที่เข้าร่วมโครงการ (โครงการตั้งต้นดี มูลนิธิกระจกเงา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โดยได้สัมภาษณ์พูดคุยเรื่องงานที่จะให้ทำเรียบร้อยแล้วครับ

เมื่อทั้ง 4 คนทำงานจนครบค่าปรับแล้ว องค์กรทั้ง 3 แห่งที่รับไปทำงานก็จะคืนเงินให้ผมครับ นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ช่วยให้คนติดคุกเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับสามารถทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุกได้ และเมื่อได้เงินคืนมาผมก็จะนำไปไถ่ตัวผู้ต้องขังรายต่อๆ ไปที่สมัครใจให้ออกมาทำงานไถ่ตัวเองครับ

โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้เมื่อพวกเขาได้ออกมาจากสถานกักขัง และได้ไปทำงานเพื่อคืนเงินค่าปรับ เพื่อจะได้นำเงินไปช่วยผู้ติดคุกเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับรายต่อๆ ไปครับ!”