เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เวียตเจ็ท’ ชูโมเดลเชื่อมภูมิภาค สู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ
Business ‘เวียตเจ็ท’ ชูโมเดลเชื่อมภูมิภาค สู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ
SET วันนี้ (27 ก.ค.) กรอบ 1,630 – 1,660 จุด น้ำมันดิบปรับลงแรง -5% จับตาเจรจาหยุดยิง
Finance SET วันนี้ (27 ก.ค.) กรอบ 1,630 – 1,660 จุด น้ำมันดิบปรับลงแรง -5% จับตาเจรจาหยุดยิง
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง ยันปิดกั้นระบบ TSD Investor Portal แล้ว
Finance ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง ยันปิดกั้นระบบ TSD Investor Portal แล้ว
ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.61 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.61 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา ครม. เคาะขยายเวลารับสิทธิ-ยื่นทบทวน ‘บัตรคนจน’ พร้อมปรับ 4 เกณฑ์
Politics จับตา ครม. เคาะขยายเวลารับสิทธิ-ยื่นทบทวน ‘บัตรคนจน’ พร้อมปรับ 4 เกณฑ์
รู้จัก “Ghost Downsizing” กลยุทธ์เงียบที่ซุ่มลดพนักงานโดยไม่มีใครรู้ตัว
HR รู้จัก “Ghost Downsizing” กลยุทธ์เงียบที่ซุ่มลดพนักงานโดยไม่มีใครรู้ตัว
พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ค. 69) ฝนยังตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ค. 69) ฝนยังตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.57% อยู่ที่ 65,324 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.57% อยู่ที่ 65,324 เหรียญสหรัฐ
ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
ดูทั้งหมด

เตรียมจ่ายเพิ่มภาษีสนามบินขาออก 1,120 บาท เช็กชัด ๆ จ่ายเพิ่มแล้วได้อะไร?

19 มิ.ย. 2569 | 10:47น.
ภาษีสนามบิน

นับถอยหลังปรับขึ้นภาษีการเดินทางผ่านสนามบินขาออกระหว่างประเทศ (PSC) พุ่ง 53% แตะ 1,120 บาทต่อคน รายได้ที่เพิ่มขึ้นใช้ลงทุนรันเวย์ 3-ขยายสุวรรณภูมิรับผู้โดยสาร 120 ล้านคน เจาะลึกโครงสร้างราคาในปัจจุบันเราเสียเท่าไหร่? พร้อมมุมมอง TDRI ต่อกำไร ทอท. ปี’68 กว่า 2.5 หมื่นล้าน กับคำถามถึงกลไกกำกับดูแลที่ต้องชัดเจนเทียบชั้นต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จะปรับขึ้นอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) จากเดิม 730 บาท เป็น 1,120 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของ AOT

6 สนามบินหลักที่ปรับขึ้นค่าภาษี ประกอบด้วย

  1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  2. ท่าอากาศยานดอนเมือง
  3. ท่าอากาศยานเชียงใหม่
  4. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  5. ท่าอากาศยานภูเก็ต
  6. ท่าอากาศยานหาดใหญ่

ขณะที่อัตราค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศยังคงจัดเก็บในอัตราเดิมคือ 130 บาทต่อคน

หวังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ?

การปรับเพิ่มอัตราค่าบริการในครั้งนี้ถือเป็นการสะท้อนต้นทุนด้านการจัดการสนามบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Perspective ถึงความจำเป็นในการปรับอัตราค่าบริการว่า ต้นทุนหลักมาจากความต้องการยกระดับมาตรฐานสนามบินไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ โดยเฉพาะในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ความปลอดภัย และระดับการให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สายการบินพิจารณาในการตัดสินใจบินเข้าสู่ประเทศไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับท่าอากาศยานในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ซึ่งจัดเก็บค่า PSC อยู่ที่ประมาณ 1,600 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) อัตราใหม่ของไทยที่ 1,120 บาท ยังถือว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ขณะที่ผลการศึกษาทั่วโลกชี้ชัดว่า ค่า PSC ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร แต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของท่าอากาศยาน

เปิดตัวเลขผู้ใช้บริการ-โฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากสถิติผู้โดยสารของ AOT ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้บริการรวมทั้ง 6 แห่งกว่า 125.9 ล้านคน โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับค่า PSC ระหว่างประเทศในครั้งนี้มีประมาณ 34 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติถึง 86% ขณะที่เป็นคนไทยเดินทางไปต่างประเทศเพียง 5 ล้านคนเท่านั้นเอง การปรับขึ้นครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะถูกนำกลับมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยาน โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เปิดให้บริการรันเวย์ที่ 3 ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคน

นอกจากนี้ AOT ยังมีแผนขยายพื้นที่อาคารผู้โดยสารฝั่งทิศใต้ (South Terminal) ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร (Capacity) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ตามที่ได้ออกแบบไว้ จากปัจจุบันที่มีปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 62 ล้านคน

ย้อนรอยการจัดเก็บค่าบริการระบบ CUPPS

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 AOT ได้เคยปรับขึ้นค่า PSC มาแล้วหนึ่งรอบ (จาก 700 บาท เป็น 730 บาท สำหรับระหว่างประเทศ และ 100 บาท เป็น 130 บาท สำหรับภายในประเทศ) เพื่อรองรับต้นทุนการนำเทคโนโลยีระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่องอัตโนมัติ หรือ CUPPS (Common Use Passenger Processing Systems) มาใช้ ซึ่งประกอบด้วย

  1. CUTE: ระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่องที่ทันสมัย
  2. CUSS: บริการเช็กอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ (6-12 ชั่วโมงล่วงหน้า)
  3. CUBD: บริการรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ

TDRI ตั้งข้อสังเกตุขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน กับคำถามถึงความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราค่าบริการรอบใหม่ในปี 2569 นี้ แม้จะเป็นก้าวสำคัญของ AOT ในการผลักดันให้ท่าอากาศยานไทยมีความทันสมัย มีศักยภาพเทียบเท่าระดับสากล และสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต แต่ข้อมููลจาก TDRI ระบุว่าการปรับขึ้นค่า PSC ครั้งใหม่นี้นับว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในอดีตมีการปรับขึ้นจาก 500 บาทเป็น 700 บาทในปี 2550 และในอีก 7 ปีถัดมาหรือในปี 2567 ปรับเป็น 730 บาท เพื่อรองรับระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ

ปัจจุบันค่าบริการ PSC ของประเทศไทยมีอัตราที่แตกต่างในกันแต่ละสนามบินตามลักษณะผู้ดำเนินการสนามบิน ซึ่งอัตราในประเทศจะต่ำกว่าอัตราระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเที่ยวบินในประเทศแต่อย่างใด

แม้ว่า ทอท. ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฎรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของทอท. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาท/คน ถึง 290 บาท/คน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 ทอท. มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท

หากพิจารณาผลประกอบการรายสนามบินพบว่า สนามบินหลักอย่าง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่มีกำไรจากการดำเนิน ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังคงประสบกับภาวะขาดทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจจะไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้ขาดทุน ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงกว่ ได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงทำให้มีกำไร รวมถึงอาจมีการพึ่งพารายได้ของเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยในส่วนที่สนามบินขาดทุนอีกทางหนึ่ง

มองโลกเทียบไทย ปรับขึ้นแบบไหนให้โปร่งใส-ชัดเจน

เมื่อพิจารณาตัวอย่างในต่างประเทศพบว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่กำหนดมักจะสะท้อนเหตุผลของราคาอย่างชัดเจน โดยทางทวีปยุโรป สนามบินสามารถตั้งราคาที่แตกต่างกันได้ หากต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน ตัวอย่างสนามบินภายใต้การบริหารของ Aéroports de Parisในฝรั่งเศสที่กำหนดค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามลักษณะปลายทาง โดยหากเป็นภายในประเทศหรือเขต Schengen จะมีอัตราที่ต่ำ ส่วนนอกเขต Schengen และระหว่างประเทศจะมีอัตราที่สูงกว่า 2 เท่า เนื่องจากมีต้นทุนการให้บริการที่แตกต่างกัน

ขณะที่สนามบินของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สนามบินชางกีในสิงคโปร์ ได้กำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า 17% ของค่าธรรมเนียมผู้โดยสารที่จัดเก็บไปจะนำไปใช้เพื่อพัฒนาสนามบินในอนาคต

สนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ทั้งสนามบินที่ดำเนินการโดยรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจ/เอกชน (Privatization) เข้ามาบริหาร ส่วนรัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล ไม่ว่าสนามบินจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงานด้านอื่น ๆ เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างแข่งขันกันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการสนามบินมีโอกาสที่จะกำหนดราคาที่สูงเกินจริง หรือบริหารการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ในต่างประเทศมักจะมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใสและชัดเจน ทั้งการติดตามผลการดำเนินงาน คุณภาพของบริการ และความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลการปรับราคา เช่น ในสหราชอาณาจักร การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบิน Heathrow อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Civil Aviation Authority (CAA) ซึ่งทบทวนเป็นระยะทุก 5 ปี

ข้อมูลสำคัญที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ต้นทุนการดำเนินงาน โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งบลงทุนและโครงการพัฒนาซึ่งจะพิจารณาทั้งแผนการลงทุนในอนาคตและความคืบหน้าของโครงการที่ได้ผูกพันไว้ ข้อมูลปัจจัยการเงินและฐานสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงตัวชี้วัดคุณภาพบริการอย่าง ระยะเวลารอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดพื้นที่ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้ CAA จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการ พร้อมทั้งจัดทำรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ (CAA, 2023)

ขณะที่ออสเตรเลียใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่าสหราชอาณาจักร โดยเปิดให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) ที่ติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานของสนามบินอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้การให้บริการทั้งบริการการบินและรายได้เชิงพาณิชย์อื่น ๆ อัตรากำไรการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ความเพียงพอของสิ่งอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วในการจัดการผู้โดยสาร เป็นต้น (ACCC, 2025) ดังนั้น แม้ ACCC จะไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณากลับมายังประเทศไทย ทอท. เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้น 70%) และบริษัทจดทะเบียน อาจสร้างความท้าทายของการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจที่ต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ แม้ว่า ทอท. จะได้นำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ครั้งที่ 3/2568 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฎการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการจะปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเช่นเดียวกัน ภาครัฐก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน

การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 29 เม.ย. 2569