รู้จัก “Ghost Downsizing” กลยุทธ์เงียบที่ซุ่มลดพนักงานโดยไม่มีใครรู้ตัว
ผลสำรวจล่าสุดเผย บริษัทขนาดเล็กเริ่มใช้กลยุทธ์ “Ghost Downsizing” ลดพนักงานหรือการลดขนาดองค์กรแบบไร้เงา ด้วยการไม่รับคนแทนตำแหน่งที่ว่าง แล้วโยกภาระงานไปให้พนักงานที่เหลือควบคู่กับการนำระบบ AI เข้ามาช่วย โดยที่ผู้บริหารแทบไม่ต้องออกประกาศเลิกจ้างให้เป็นข่าวใหญ่
ขณะที่คนทำงานทั่วโลกมักเกิดความหวาดวิตกทุกครั้งที่มีข่าวบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ประกาศเลิกจ้างพนักงานพับกระดานเพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทน แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า ยังมีอีกหนึ่งภัยเงียบที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นคือ “Ghost Downsizing” หรือการลดขนาดองค์กรแบบไร้เงา ซึ่งกำลังระบาดในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลาง
กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ใช่การไล่ออกตรงๆ แต่เป็นวิธีที่เมื่อมีพนักงานลาออกไป นายจ้างจะ “ไม่เปิดรับคนใหม่” มาทดแทน จากนั้นจึงทำการกระจายภาระงานของตำแหน่งที่ว่างลงนั้นไปให้พนักงานที่ยังอยู่ช่วยกันแบกรับ ควบคู่ไปกับการนำแอปพลิเคชันหรือ AI เข้ามาช่วยจัดการงานบางส่วน
แม้วิธีการขอให้พนักงานที่เหลืออยู่ช่วยทำงานแทนคนที่ออกไปจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในอดีต เมื่อสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทดีขึ้น การเปิดรับสมัครงานก็จะกลับมาตามรอบปกติ ทว่าวงจรดังกล่าวอาจกำลังจะจบลง
ผลสำรวจจาก Omni Calculator บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีจากโปแลนด์ ระบุว่า เกือบ 1 ใน 3 ของพนักงานรู้สึกว่าปรากฏการณ์ Ghost Downsizing กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนายจ้างที่เริ่มนำ AI มาทำงานแทนในตำแหน่งที่ว่างลง ส่วนงานที่แอปพลิเคชันยังทำไม่ได้ก็จะถูกผลักไปให้พนักงานที่เหลือ ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถ “รักษาหรือเพิ่มผลผลิตได้ โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวน headcount พนักงาน”
พนักงานรับกรรม แต่ผู้บริหารบอก “ไม่มีอะไร”
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ บริษัทใหญ่ที่เลิกจ้างคนเพื่อใช้ AI มักจะประกาศอย่างเปิดเผย แต่ผู้นำธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้วิธีลดพนักงานแบบค่อยเป็นค่อยไปกลับไม่ยอมรับว่ากำลังทำเช่นนั้น นำไปสู่ “ช่องว่างทางความคิด” (Perception Gap) ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างคนทำงานกับผู้บริหาร
- พนักงาน 30% ระบุว่า ทีมของตนมีขนาดเล็กลง ขณะที่ปริมาณงานเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น
- ผู้บริหารเพียง 10% เท่านั้นที่ยอมรับว่าเกิดรูปแบบดังกล่าวขึ้นในองค์กร
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าการนำ AI เข้ามาใช้อย่างเงียบๆ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานสังเกตได้ยากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการประกาศเลิกจ้างระลอกใหญ่ แต่เกิดจากการชะลอการจ้างงาน การปล่อยให้ตำแหน่งว่าง และการเกลี่ยงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำก่อนที่จะปรากฏในรายงานตัวเลขการจ้างงานอย่างเป็นทางการ
ที่น่าสนใจคือ พนักงาน 43% และผู้บริหาร 53% ยังคงยืนยันว่า AI ไม่ได้มีผลต่อการจ้างงานหรือจำนวนพนักงานในบริษัทเลย ซึ่งมุมมองที่ขัดกับความเป็นจริงนี้เกิดจากการที่องค์กรส่วนใหญ่แอบนำ AI เข้ามาใช้แบบ “ไร้ทิศทางชัดเจน” โดยมีผู้บริหารเพียง 23% ที่มีโครงการเตรียมความพร้อมด้าน AI และจัดสรรงบประมาณให้อย่างเป็นทางการ ขณะที่อีก 40% ยอมรับว่าการปรับตัวสู่ AI ในองค์กรเกิดขึ้นแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Ad hoc) มากกว่าเป็นระบบ
งานประเภทไหนเสี่ยงถูก AI “แย่งงาน” มากที่สุด?
แม้จะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการลดขนาดองค์กร แต่งานวิจัยพบว่าทั้งพนักงานและผู้บริหารต่างมีความเห็นพ้องต้องกันในบางประเด็นเกี่ยวกับทักษะและลักษณะงานที่จะถูกแทนที่
- งานใช้แรงงานและงานที่ต้องลงมือทำจริง (Physical/Hands-on) เกือบ 60% ของทั้งสองกลุ่มเห็นว่า งานประเภทนี้มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะถูกระบบอัตโนมัติมาแทนที่
- ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล ถูกมองว่าเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในการทำงานร่วมกับมนุษย์
- ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงกลยุทธ์ ผู้บริหาร 38% และพนักงาน 27% เชื่อว่า AI ยังยากที่จะเลียนแบบทักษะนี้ได้
ในทางกลับกัน “การทำงานแบบ Remote Work” ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยพนักงานกลุ่มนี้ถึง 75% แสดงความกังวลว่าจะถูกแอปพลิเคชันมาทำงานแทน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ Gallup ที่ระบุว่า พนักงาน Remote Work มีสัดส่วนการว่างงานที่สูงกว่ากลุ่มอื่นในสหรัฐอเมริกา
ระดับรายได้กับความกลัวตกงาน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องของ “รายได้” ผลสำรวจชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางความคิดตามระดับเงินเดือนอย่างชัดเจน:
- กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ต่อปี มีแนวโน้มที่จะวางแผนย้ายสายงานเพราะความกลัวเรื่องระบบอัตโนมัติ มากกว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี ถึงเกือบ 3 เท่า
- กลุ่มผู้มีรายได้สูง มักมองว่า AI เป็นเพียง “เครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”
- กลุ่มผู้มีรายได้น้อย มักมองว่า AI คือ “ภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงในอาชีพ”
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะที่กลุ่มแรงงานรายได้น้อยกำลังดิ้นรนกับภาระค่าครองชีพ พวกเขายังต้องเผชิญกับความกดดันทางจิตใจจากปรากฏการณ์ Ghost Downsizing ที่อาจส่องผลกระทบต่อตำแหน่งงานของตนอย่างเงียบๆ โดยไม่ทันตั้งตัว