เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
News สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
Business อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
Business รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
Politics ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
Real Estate คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
Tech TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
Finance CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
Finance ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
ดูทั้งหมด

ตำราบริหารคน จากอดีต CEO Google : จงจ้างพวก ‘Diva’ เข้าทำงาน

18 พ.ค. 2569 | 15:17น.

ในโลกของการบริหารจัดการยุคใหม่ ตำรากระแสหลักมักพร่ำสอนให้ผู้บริหารแสวงหาความกลมเกลียว หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และปฏิเสธการร่วมงานกับบุคคลที่มีพฤติกรรมดื้อรั้น ปกครองยาก หรือที่เรียกกันว่า ‘ดีว่า’

เพราะคนกลุ่มนี้มักถูกตราหน้าว่าเป็นตัวทำลายความสามัคคีและสร้างความปวดหัวให้กับองค์กร

ทว่า เอริก ชมิดต์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้ผงาดพา Google ข้ามผ่านวิกฤตการเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ของโลก กลับมีความคิดที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง

10 ปีที่แล้ว องค์กรส่วนใหญ่แยกแยะความแตกต่างระหว่าง ‘พนักงานที่มีปัญหา’ กับ ‘อัจฉริยะผู้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง’ ไม่ค่อยออก ส่งผลให้หลายบริษัทเผลอไล่คนที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนโลกออกไป แล้วเก็บคนที่ทำลายองค์กรไว้

ชมิดต์แบ่งแยกคนสองกลุ่มนี้ออกจากกันชัดเจน คือ นับเหล่า ‘ดีว่า’ (Divas) เป็นอัจฉริยะผู้เรื่องมากเพื่อความสมบูรณ์แบบ

“โดยทั่วไปแล้ว เกณฑ์ในการวัดคนกลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาจะต้องเป็นคนที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อองค์กรสูงมาก จนคุณยอมตกลงยินดีที่จะจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบต่างๆ ทั้งหมดเพื่อคอยสนับสนุนและรองรับอยู่รายล้อมรอบตัวพวกเขาเลยทีเดียว

“และหนึ่งในสิ่งที่โจนาธานและผมได้เขียนบอกไว้ในหนังสือของพวกเราก็คือ ‘คุณควรจ้างคนที่เป็นตัวแม่หรือดีว่า (Divas) เข้าทำงาน’

“ซึ่งอันที่จริงนะ ถ้าหากคุณไปเปิดอ่านตำราการบริหารจัดการเล่มไหนก็ตาม มันก็มักจะคอยเตือนคุณว่า ‘อย่าไปจ้างพวกดีว่าเด็ดขาด เพราะคนพวกนี้ไม่มีอะไรเลยนอกสร้างความน่ารำคาญใจ ยุ่งยาก และสร้างแต่ปัญหาปวดหัวให้กับองค์กร’ ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงเลย พวกเขาก็เป็นคนแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ!

“แต่ทว่า… กลุ่มคนที่เป็นดีว่าที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างแรงกล้าในงานต่างหาก คือคนที่จะทำหน้าที่คอยผลักดันและขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรของคุณไปสู่ความยอดเยี่ยม และพวกเขาจะคอยบีบคั้นคอยฉุดดึงตัวคุณให้ก้าวไปสู่ความยอดเยี่ยมระดับนั้นด้วยเช่นกัน

“สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) เองก็เป็น ดีว่า หรืออย่าง บิล จอย (Bill Joy) ที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานของผมมานานหลายปี เขาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของคนที่เป็นดีว่า

“และที่ผมพูดคำว่าดีว่าออกมาเนี่ย ผมหมายถึงมันในแนวทางที่ยกย่องชื่นชมอย่างที่สุดเลยนะ คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่คาดหวังในสิ่งต่างๆ ไว้สูงมาก พวกเขาคอยผลักดันเค้นเคี่ยวผู้คนรอบข้างอย่างหนักหน่วง พวกเขาชอบทำตัวท้าทายสร้างความขัดแย้ง และพวกเขาก็แคร์ในเนื้องานอย่างหลงใหลคลั่งไคล้เป็นที่สุด

“ถ้าหากพวกคุณโชคดีค้นพบคนประเภทเหล่านั้นในชีวิตการทำงาน คุณก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะต้องได้ไปทำงานเป็นลูกน้องให้กับคนประเภทนั้นในอนาคต ดังนั้นในตอนนี้ก็จงทำตัวดีๆ กับพวกเขาไว้ซะ หรือไม่… คุณก็ต้องหัดใส่ใจให้ความสำคัญ และผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่มีความหลงใหลคลั่งไคล้ในระดับเดียวกับพวกเขาให้ได้”

รักษาไว้ ‘ดีว่า’ ในองค์กร

ในบริบทของชมิดต์ คำว่า ‘ดีว่า’ ไม่ได้หมายถึงคนที่มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจอย่างไร้เหตุผล หรือคนที่มีอีโก้สูงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แต่พวกเขาคือ ‘กลุ่มคนนิยมความสมบูรณ์แบบ’ หรือที่คุ้นๆหูก็คือ Perfectionists เป็นกลุ่มคนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความหลงใหลในงานอย่างรุนแรง และคาดหวังในผลลัพธ์ขั้นสูงสุดจากทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมงาน คนกลุ่มนี้มักจะสร้างความความขัดแย้งในที่ประชุม เพราะพวกเขาไม่ยอมประนีประนอมให้กับผลงานที่ ‘แค่ดีพอ’ แต่ต้องการสิ่งที่ ‘ยอดเยี่ยมที่สุด’

“ถ้าคุณไปอ่านตำราการบริหารจัดการเล่มไหนก็ตาม มันมักจะพูดว่า อย่าไปจ้างพวกดีว่าเด็ดขาดเพราะคนพวกนี้ไม่มีอะไรเลยนอกสร้างความน่ารำคาญใจให้ยุ่งยากปวดหัว ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงพวกเขาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แหละ แต่ทว่ากลุ่มคนที่เป็นดีว่าที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างแรงกล้าต่างหาก คือคนที่จะทำหน้าที่คอยขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่ความยอดเยี่ยม และพวกเขาจะคอยผลักดันบีบคั้นคุณไปสู่ความยอดเยี่ยมนั้น” ชมิดต์กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเตือนว่า “ถ้าหากพวกคุณค้นพบคนประเภทเหล่านั้น ก็มีแนวโน้มสูงมากที่อาจจะต้องได้ไปทำงานให้กับคนประเภทนั้น ดังนั้นจงทำตัวดีๆ กับพวกเขาไว้ซะ”

ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดของดีว่าในสายตาของชมิดต์คือ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ซึ่งชมิดต์เคยร่วมงานด้วยในฐานะบอร์ดบริหารของ Apple รวมถึง บิล จอย (Bill Joy) อัจฉริยะแห่ง Sun Microsystems คนเหล่านี้ปกครองยาก Expectation สูงลิ่ว แต่ผลงานที่พวกเขาเค้นออกมาคือผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ไล่ไปซะ พวกขี้โกง

ในทางตรงกันข้าม ‘พวกคนขี้โกง’ คือกลุ่มคนที่ชมิดต์สั่งว่าต้องกำจัดออกไปทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

คนกลุ่มนี้อาจจะดูสุภาพแนบเนียนในเวลางาน แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และวันๆ เอาแต่ “วางแผนลอบแทงข้างหลังและทำลายคนอื่น”

พวกเขาใช้การเมืองในออฟฟิศเพื่อชิงดีชิงเด่นมากกว่าการสร้างสรรค์ตัวชิ้นงานจริง ซึ่งตรงนี้คือจุดต่างที่สำคัญ ดีว่าอาจจะส่งเสียงดังและเถียงทะเลาะเพื่อตัวผลิตภัณฑ์ แต่คนขี้โกงทำเพื่ออีโก้และการทำลายล้าง

นอกจากเรื่องดีว่าแล้ว ในช่วงที่ Google ต้องขยายขนาดจากพนักงาน 100 คน ไปสู่มากกว่า 60,000 คน ชมิดต์ร่วมกับสองผู้ก่อตั้งอย่าง แลร์รี เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ได้วางระบบการคัดกรองพนักงานที่เข้มงวดจนกลายเป็นวัฒนธรรมการสรรหาบุคลากรที่โดดเด่น

ห้ามจ้างพนักงานพิมพ์นิยม

ในช่วงแรก Google มีกฎเกณฑ์การจ้างงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์สูงมาก เช่น การตรวจเกรดเฉลี่ย GPA ที่ต้องสูงลิ่ว และการคัดเลือกเฉพาะบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลกเท่านั้น แม้ในเวลาต่อมากฎนี้จะถูกปรับให้ยืดหยุ่นขึ้น

แต่ชมิดต์ชี้ว่ามันมีเหตุผลซ่อนอยู่ นั่นคืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีมักจะ

“ให้คุณค่ากับประสบการณ์มากเกินไป แต่ให้คุณค่าน้อยเกินไปกับความยืดหยุ่นในเชิงกลยุทธ์และทางสติปัญญา”

Google ไม่ต้องการจ้างคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว (เช่น คนที่เขียนเฉพาะภาษาคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ได้) แต่ต้องการคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่อง มีความยืดหยุ่นสูงที่พร้อมจะเรียนรู้และแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่โลกไม่เคยเจอ

ชมิดต์เล่าว่า หลายครั้งที่เขาเสนอจะจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษา Java ยุคเก่า สองผู้ก่อตั้งมักจะบอกว่านั่นเป็นเรื่องปัญญาอ่อน เพราะถ้าเราจ้างคนที่ฉลาดสุดๆ เข้ามา เดี๋ยวพวกเขาจะคิดได้เองว่าระบบเก่ามันปัญญาอ่อน แล้วพวกเขาจะสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาเอง

นอกจากความฉลาดแล้ว คนที่จะผ่านเข้าทำงานที่ Google ต้องมี ‘เรื่องราวพิเศษ’ ในชีวิต เช่น เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์จรวด เป็นแพทย์ หรือเป็นนักกีฬาอาชีพ เพราะองค์กรต้องการคนที่เคยผ่านสภาวะความกดดันสูงสุดหรือเคยสร้างความสำเร็จที่โดดเด่นเหนือธรรมดามาแล้ว

สงครามกับ ‘Glue People’

บทเรียนราคาแพงประการหนึ่งที่ชมิดต์เรียนรู้มาจากบริษัทเก่าอย่าง Novell คือการมีอยู่ของกลุ่มคนที่เรียกว่า ‘Glue People’ หรือ ‘คนประสานงานผูกปม’ คนกลุ่มนี้มักจะเป็นคนที่อัธยาศัยดีเยี่ยม เป็นที่รักของทุกคนในออฟฟิศ คอยนั่งอยู่ตามรอยต่อระหว่างแผนก คอยช่วยเหลือกิจกรรมจิปาถะ เดินส่งเอกสาร หรือจัดประชุมประสานงาน

ชมิดต์ค้นพบความจริงที่เจ็บปวดว่า

“องค์กรไม่ได้มีความจำเป็นต้องมีคนกลุ่มนี้อยู่เลยแม้แต่น้อย” เพราะพวกเขากลายเป็นระบบสะพานเชื่อมที่ชวนให้กระบวนการทำงานล่าช้าลงไปหมด ยิ่งมีคนประสานงานเยอะ งานยิ่งเดินช้าลง เมื่อแลร์รี เพจ ทราบเรื่องนี้ เขาจึงเสนอทางออกที่เด็ดขาด นั่นคือการที่สามผู้บริหารสูงสุด (แลร์รี, เซอร์เกย์, เอริก) จะต้องมานั่งตรวจทานเอกสารข้อเสนอการจ้างงานทุกใบด้วยตัวเอง เพื่อคัดกรองและสั่งเขี่ย คนที่มีลักษณะคล้าย Glue People ออกไปให้หมดก่อนที่จะหลุดเข้ามาในองค์กร

สูตรลับการบริหารความขัดแย้ง

เมื่อองค์กรเต็มไปด้วยเหล่า ‘ดีว่า’ ความโกลาหลย่อมเกิดขึ้นเป็นรายวัน ชมิดต์ชี้ว่า วิธีการบริหารคนกลุ่มนี้ไม่ใช่การใช้ระบบ ‘ราชาธิปไตย’ ที่สั่งคำไหนคำนั้น และไม่ใช่ระบบ ‘มหาวิทยาลัย’ ที่เอาแต่ทุ่มเถียงกันหัวชนฝาโดยไม่มีข้อสรุป

“มาตรฐานที่ดีที่สุดในตอนนี้ของการบริหารจัดการ คือการมีโมเดลในฐานะผู้นำที่คุณยอมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คุณต้องเป็นคนบีบบังคับให้เกิดการตัดสินใจ” ชมิดต์กล่าว

กลวิธีหนึ่งที่เขาชอบใช้ในห้องประชุมขนาดใหญ่คือ การเรียกถามความคิดเห็นจากคนที่นั่งเงียบที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้มักจะนั่งฟังข้อมูลอย่างละเอียดมาโดยตลอด และคำตอบของพวกเขามักจะเฉียบคมและดีกว่าคนที่เอาแต่แย่งกันพูดเสมอ

นอกจากนี้ ชมิดต์ยังเล่าถึงระบบการทำงานของสามผู้นำระดับสูง (ตัวเขา, แลร์รี, เซอร์เกย์) ว่าพวกเขามีกฎเหล็กที่จะไม่ทะเลาะกันต่อหน้าพนักงาน

แต่หลายครั้งที่เกิดความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเทคโนโลยี เช่น ตอนเถียงกันเรื่องระบบเบราว์เซอร์ Chrome ชมิดต์จะใช้วิธีไล่พนักงานคนอื่นๆ ออกไปให้หมดห้อง เหลือเพียงพวกเขาสามคน จากนั้นเขาจะใช้ ‘กลไกการบีบบังคับ’ โดยบอกว่า

“พวกนายสองคนกลับไปเถียงกันในห้องทำงานให้ทะลุปรุโปร่ง และถ้าพวกนายยังตัดสินใจไม่ได้ภายในเวลาเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้ ฉันจะเป็นคนตัดสินใจเอง”

ซึ่งแนวทางนี้มักจะได้ผลเสมอ เพราะสองผู้ก่อตั้งจะกลัวการตัดสินใจเชิงธุรกิจของชมิดต์ พวกเขาจึงมักจะไปเค้นเอาทางออกที่สามที่ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายออกมาได้ในที่สุด

ฟังไอเดียที่อันตรายไว้

ที่ Google พนักงานจะได้รับสิทธิ์ในการท้าทายระบบ มีเหตุการณ์หนึ่งที่วิศวกรหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ เดินเข้ามาเสนอระบบแบ่งปันพิกัดที่สามารถทำนายตำแหน่งล่วงหน้าของเพื่อนๆ ได้ (ซึ่งต่อมาคือบริการ Latitude)

ในตอนนั้นทีมกฎหมายและทีมการตลาดต่างหน้าซีดเผือดเพราะเกรงกลัวต่อกฎหมายความเป็นส่วนตัวและหมายเรียกของศาล แต่แลร์รีและเซอร์เกย์กลับตื่นเต้นที่ได้เห็นไอเดียที่ก้าวร้าวเช่นนี้

ชมิดต์มองว่า สภาวะความตึงเครียดและการท้าทายขอบเขตเช่นนี้เป็นเรื่องที่ ดีต่อสุขภาพองค์กร ตราบใดที่ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อไอเดียนั้นผ่านการทุ่มเถียงในหม้อหลอมละลาย ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจึงได้รับการปรับปรุงจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนเกมธุรกิจได้จริง

การพังทลายของระบบ

การบริหารองค์กรสายวิเคราะห์แบบ Google ทำให้ชมิดต์พยายามนำระบบสถิติและคณิตศาสตร์เข้ามาใช้จัดการกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์

การใช้สถิติทลายอคติทางเพศ 

ในยุคแรก Google เคยใช้ระบบการให้คะแนนผู้สมัครงานตั้งแต่ 1 ถึง 5 คะแนน โดยให้พนักงานสลับกันสัมภาษณ์

ต่อมาเซอร์เกย์ บริน เกิดความสงสัยว่าคะแนนเหล่านี้มีความลำเอียงหรือไม่ จึงสั่งให้ทีมนักวิเคราะห์ข้อมูลนำคะแนนดิบไปคำนวณทางสถิติเปรียบเทียบกับผลงานการทำงานจริงของพนักงานในอีกหนึ่งปีต่อมา

ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาทำเอาผู้บริหารทุกคนต้องตะลึง ข้อมูลระบุชัดเจนว่า หากผู้สมัครงานเป็นผู้หญิง คะแนนที่เธอได้รับจากผู้สัมภาษณ์ชายจะมีความสัมพันธ์แปรผกผันกับผลงานจริงของเธออย่างรุนแรง

กล่าวคือ ยิ่งผู้หญิงคนนั้นทำงานจริงได้เก่งกาจและยอดเยี่ยมมากเท่าไหร่ คะแนนที่เธอได้ตอนสัมภาษณ์กลับยิ่งต่ำลงเท่านั้น

สิ่งนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของ อคติที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว ที่เกิดขึ้นในบริษัทที่เคลมตัวเองว่าเป็นเสรีนิยมและเต็มไปด้วยคนที่มีการศึกษาสูง เมื่อตัวเลขสถิติตีแผ่ความจริง ชมิดต์จึงสั่งรื้อระบบการสรรหาบุคลากรสำหรับผู้สมัครเพศหญิงใหม่ทั้งหมดทันทีเพื่อลบอคตินี้ออกไปจากองค์กร

การจำกัดจำนวนครั้งในการสัมภาษณ์งาน

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความบ้าคลั่งของระบบ Google ในยุคแรกคือ มีผู้สมัครงานคนหนึ่งถูกเรียกตัวมาสัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 16 ครั้ง จนกระทั่งผู้รับผิดชอบกระบวนการเดินมาหาชมิดต์เพื่อขอคำปรึกษาว่าจะทำอย่างไรต่อดี ชมิดต์ถึงกับสั่งห้ามทันทีโดยระบุว่า

“คุณจะไปทำทารุณกรรมแบบนี้กับเพื่อนมนุษย์ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

หลังจากนั้น Google ได้นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาคำนวณว่า การสัมภาษณ์จำนวนกี่ครั้งจึงจะเพียงพอต่อการคาดการณ์ผลงานได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งตัวเลขทางสถิติสรุปออกมาว่า สำหรับตำแหน่งวิศวกร การสัมภาษณ์ 5 ครั้งถือว่าเพียงพอและมีนัยสำคัญทางสถิติแล้ว ส่วนสายงานที่ไม่ใช่วิศวกรใช้เพียง 4 ครั้งก็พอ การสัมภาษณ์ที่มากเกินไปกว่านี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกคนเลยแม้แต่น้อย

หนึ่งในเรื่องราวย้ำแนวคิดการกำจัดระบบบริหารจัดการแบบดั้งเดิมเพื่อเปิดทางให้คนทำงานจริง คือเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘The Disorg’ (การสลายโครงสร้างองค์กร) ซึ่งเกิดขึ้นในขวบปีแรกที่ชมิดต์เข้ามารับตำแหน่ง CEO

ในเวลานั้น Google มีโครงสร้างการบริหารงานสายวิศวกรรมแบบปกติ มีผู้จัดการแผนกคอยคุมวิศวกรอีกที วันหนึ่งแลร์รี เพจ ได้เข้าไปนั่งอ่าน Snippets (บันทึกสรุปงานรายสัปดาห์ที่วิศวกรทุกคนต้องเขียนส่ง) แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับรายงานที่บรรดาผู้จัดการเขียนส่งมาให้เขา ผลปรากฏว่าข้อมูลไม่ตรงกันอย่างสิ้นเชิง แลร์รีมองว่าผู้จัดการเหล่านั้นไม่ได้เข้าใจเนื้องานจริงของวิศวกรเลย และกำลังทำตัวเป็นสิ่งกีดขวางนวัตกรรม

แลร์รีเดินมาหาชมิดต์พร้อมประกาศคำสั่งที่บ้าคลั่งว่า “เราจะกำจัดพวกผู้จัดการออกไปให้หมด”

แม้ชมิดต์จะทัดทานว่าทำไม่ได้ แต่ในที่สุดแลร์รีก็สั่งปลดผู้จัดการสายวิศวกรรมทั้ง 5 คนในตอนนั้น (แต่ไม่ได้ไล่ออก เปลี่ยนให้กลับไปเป็นพนักงานผู้ช่วย) แล้วปรับโครงสร้างให้วิศวกรจำนวน 120 คนทำงานขึ้นตรงต่อรองประธานฝ่ายวิศวกรรมเพียงคนเดียวโดยตรง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจสุดโหดนี้คือ “การการันตีว่าผู้บริหารจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายการทำงานของพวกวิศวกรได้เลย”

โครงสร้างที่แบนราบอย่างสุดขั้วนี้ ถูกรันใช้งานอยู่นานถึง 2 ปี ซึ่งชมิดต์ยอมรับว่า ในสถานการณ์ที่ต้องการความเร็วแบบก้าวกระโดด โครงสร้างที่ดูเหมือนไร้ระเบียบเช่นนี้กลับเปิดโอกาสให้วิศวกรอัจฉริยะสามารถปลดปล่อยพลังและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดออกมาได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติที่ซับซ้อน

บริหารความโกลาหลเพื่อมุ่งสู่ทุนนิยมสูงสุด

หลังจากผ่านสมรภูมิการบริหารงานที่ Google มาอย่างยาวนาน ชมิดต์ได้สรุปบทบาทหน้าที่ของตัว CEO ในบริษัทที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดไว้ได้ว่า หน้าที่ของเขาไม่ใช่การเข้าไปนั่งสั่งการว่าวิศวกรต้องเขียนโค้ดอย่างไร เพราะคนเหล่านั้นมีความเป็นมืออาชีพและฉลาดกว่าเขาอยู่แล้ว แต่หน้าที่ที่แท้จริงของ CEO คือ

“การเข้ามาบริหารจัดการควบคุมความโกลาหลวุ่นวาย” และจัดระเบียบโลกรายล้อมรอบตัวพวกเขา เพื่อให้พรสวรรค์ดิบเหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด

องค์กรที่ต้องการชัยชนะในระดับโลกจำเป็นต้องเข้าใจกลยุทธ์ทางธุรกิจและระบบเศรษฐศาสตร์ที่เอื้อต่อการเติบโต ชมิดต์ได้ทิ้งท้ายบทเรียนสำคัญไว้ 3 ประการ:

แสวงหาธุรกิจที่มี Gross Margin สูงตั้งแต่แรก

ชัยชนะของ Google ส่วนหนึ่งมาจากโชคชะตาที่ทำให้ระบบการค้นหาและโฆษณา กลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีกำไรขั้นต้นมหาศาล อัตรากำไรที่สูงลิ่วนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับความเสี่ยง ช่วยให้บริษัทมีเงินทุนไปลองผิดลองถูกกับโครงการบ้าๆ บอๆ ได้สารพัด

หากคุณทำธุรกิจที่มีมาร์จินต่ำ ความยืดหยุ่นในการสร้างนวัตกรรมจะหายไปทันที

ใช้ระบบตัวคูณทวีคูณ

ในอดีต นักเขียนโปรแกรมต้องนั่งเขียนอัลกอริทึมกำหนดวิธีการอย่างละเอียดทีละขั้นตอน แต่นับจากนี้เป็นต้นไป เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิง จะกลายเป็นตัวคูณที่แท้จริงของโลกธุรกิจ เพราะมันคือการทำให้คอมพิวเตอร์เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างบริษัทที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าในอดีต ด้วยความเร็วในการขยายขนาดระดับโลกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ยึดมั่นในระบบทุนนิยมที่โหยหาการเติบโต

ชมิดต์ประกาศจุดยืนอย่างตรงไปตรงมาและน่าชวนคิดเกี่ยวกับทิศทางของโลกและชนชั้นกลางไว้ว่า

“ผมเป็นฝ่ายที่นิยมชมชอบการมีจำนวนมนุษย์ที่มากขึ้น เพราะการมีจำนวนมนุษย์ที่มากขึ้นย่อมหมายถึงการมีปริมาณลูกค้าที่มากขึ้นตามไปด้วย และการมีปริมาณลูกค้าที่มากขึ้นย่อมหมายถึงการเติบโตและยอดรายได้ที่มากขึ้นสำหรับองค์กรบริษัท… พวกเราต้องการผู้คนจำนวนที่มากขึ้น พวกเราต้องการการย้ายถิ่นฐานเข้ามาที่มากขึ้น พวกเราต้องการปริมาณลูกค้าที่มากขึ้น พวกเราต้องการระบบอินเทอร์เน็ตที่กว้างไกลขึ้น พวกเราต้องการยอดรายได้ที่มากขึ้น สิ่งนั้นเขาเรียกว่า ระบบทุนนิยม”

เอริก ชมิดต์ จึงเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับผู้นำองค์กรใน 10 ปีที่แล่วว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้สร้างขึ้นจากห้องทำงานที่สงบเรียบร้อย พนักงานที่ว่านอนสอนง่าย หรือตำราบริหารจัดการที่เน้นความประนีประนอม แต่เกิดจากการกล้าที่จะเปิดรับ ‘ความโกลาหล’ การกล้าเด็ดหัว ‘พวกคนขี้โกง’ ที่เป็นเนื้อร้าย และการยอมเปิดใจที่จะ “ต่อสู้เคียงไหล่ไปกับเหล่าดีว่า” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยอดเยี่ยม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CEO Google กูเกิล จ้างงาน