Skip to content

พิพัฒน์ เพิ่มเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ศึกษาเลิกรถโดยสาร-สินค้าวิ่งเข้าเมือง

18 พ.ค. 2569 | 19:18น.
พิพัฒน์ เพิ่มเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ศึกษาเลิกรถโดยสาร-สินค้าวิ่งเข้าเมือง

พิพัฒน์-สิริพงศ์ เพิ่มเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์สูงสุด 2 ล้าน ฟันอาญา-วินัยคนผิด พร้อมงัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ ปิ๊งไอเดียเลิกรถไฟวิ่งทะลุเมือง เร่งสร้างสายสีแดง Missing Link ขีดเส้นตาย 3 เดือน ต้องเห็นแผน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นาย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 30 ราย

โดยนายพิพัฒน์กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

เพิ่มเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต+บาดเจ็บ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการเยียวยา การดำเนินคดี และการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว ประกอบด้วย 1. มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บกระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
กรณีเสียชีวิต รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาท/ราย + เงินสมทบเพิ่มเติม โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)จ่ายรวม 1,750,000 บาท ประกอบด้วย ประกันภัย/พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน, เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด

ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)จ่ายรวม 340,000 บาท (เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว) เงินสมทบพิเศษ รับเพิ่ม 300,000 บาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

กรณีบาดเจ็บ ขสมก.รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 – 1,000,000 บาท (หากเกินกำหนด ขสมก. จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด) พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท

ทั้งนี้ร.ฟ.ท. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท (กรณีเข้า ICU)

ยันเอาผิดทั้งอาญาและวินัย

ด้านนายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย ร.ฟ.ท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต 2.ความผิดทางวินัย ร.ฟ.ท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที

3. ตามที่นายพิพัฒน์ให้ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน ทั้งร.ฟ.ท. ขสมก.และบขส.ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น

เตรียมยกเลิกรถไฟเข้ากรุง

ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน 8 จุด ได้ถูกแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก 16 จุด และสายตะวันตก/ใต้ 3 จุด ที่ยังรอการก่อสร้าง Missing Link กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน)

ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง

ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล/ชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ “สถานีตลิ่งชัน” (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่ “สถานีลาดกระบัง” (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และ “ยกเลิกสถานีหัวลำโพง”

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า)

ระยะเร่งด่วน: ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง (ลดได้ 10 ขบวน/วัน) ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (ICD ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน

ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

“ ผมได้สั่งการให้ การรถไฟฯ นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทารองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และต้องรายงานผลให้ผมทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต”นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย