เฮง โคตรอินดี้ สูตรปั้นอีเวนต์ดนตรีรักษ์โลก
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
คอนเสิร์ต และมิวสิกเฟสติวัล ไม่เพียงเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้กับผู้จัด แต่ยังเป็นเครื่องจักรกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ที่จัดงานอีกด้วย โดย Heavy Organizer เป็นหนึ่งในผู้จัดที่เน้นปั้นคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานดนตรีที่เสริมจุดเด่นด้านรักษ์โลก-สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหรือการจัดงานในพื้นที่ที่ดูเงียบเหงา-ดูเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปจัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี
โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “บุรินทร์ธร แซ่ล้อ” หรือ “เฮง โคตรอินดี้” ทีมหลักของ “เฮฟวี่ ออร์แกไนเซอร์” (Heavy Organizer) ผู้จัดคอนเสิร์ต และมิวสิกเฟสติวัลไทย อาทิ งานริมผา, งานเล่นกลางเมือง, งานวันปล่อยเสือ และอื่น ๆ ถึงภาพรวมธุรกิจคอนเสิร์ตในปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ รวมถึงแนวคิด-กลยุทธ์การบุกเบิกนำแนวคิดรักษ์โลก-สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเข้ามาผสานเป็นจุดเด่นของงานดนตรี เพื่อชิงความได้เปรียบรับมือการแข่งขันดุเดือด

อีเวนต์ดนตรีมุ่งกรีนโอเชี่ยน
“บุรินทร์ธร” ฉายภาพว่า ปัจจุบันธุรกิจคอนเสิร์ตและงานดนตรีเข้าสู่สภาวะเรดโอเชี่ยน หรือการแข่งขันราคาดุเดือด หลังนับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 ยุติลง ทั่วประเทศไทยต่างมีการจัดงานในแทบทุกจังหวัด รวมถึงเริ่มลงลึกในระดับอำเภอ โดยมีแนวโน้มว่างานระดับอำเภอจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ธุรกิจคอนเสิร์ตและงานดนตรีจะพัฒนาไปอีกขั้น โดยเข้าสู่สภาวะกรีนโอเชี่ยน หรือการแข่งขันด้วยปัจจัยด้านผลประโยชน์ต่อสังคมในพื้นที่จัดงานและความเป็นมิตร-รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าราคาค่าบัตรเข้างาน
โดยปัจจัยหนุนความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากทั้งเทรนด์ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และสภาพสังคมมากขึ้น เช่นเดียวกับบรรดาสปอนเซอร์ซึ่งเริ่มมองด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมกับการสร้างรายได้จากการเป็นสปอนเซอร์ เช่น นำสินค้ามาขายภายในงาน มากกว่าเพียงมีโลโก้ปรากฏบนเวที เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้รัดเข็มขัด-ใช้งบฯ อย่างคุ้มค่ามากขึ้น

ต้องมากกว่าแสงสีเสียง
“บุรินทร์ธร” กล่าวต่อไปว่า แนวคิดการจัดคอนเสิร์ตและมิวสิกเฟสติวัลของเฮฟวี่ ออร์แกไนเซอร์ นำปัจจัยด้านสังคม-เศรษฐกิจท้องถิ่น รวมถึงสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ตั้งแต่แรก โดยหล่อหลอม “วัฒนธรรม” ที่ประกอบด้วยดนตรี ศิลปะ อาหาร แฟชั่น และความเป็นชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรายได้กระจายสู่ธุรกิจ SMEs ของแต่ละพื้นที่ที่เข้าไปจัดงานคอนเสิร์ตนั้น ๆ ด้วยความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสุขภายในจิตใจอย่างแท้จริง และยั่งยืนมากกว่า
เพราะแม้คอนเสิร์ตจะจัดเพียงไม่กี่วัน แต่สำหรับผู้ชมแล้วงาน 1 งานคือ 365 วันที่เฝ้ารอและนึกถึงทั้งตัวงาน จังหวัดและสถานที่จัด เช่นเดียวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงเมื่อจบงานแล้วยังมีการรีวิวที่จะส่งผลระยะยาวด้วย
ดังนั้นเบื้องหลังการจัดงานแต่ละครั้งต้องดูมากกว่าเพียงแสง สี เสียง แต่ต้องดูรายละเอียดเชิงลึก เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า, การจัดการขยะ-ของเสีย, ทีมแม่บ้าน, ทีมปฐมพยาบาล, จำนวนห้องน้ำ, การสร้างรั้ว, การจัดการจราจร, ความปลอดภัย ฯลฯ ด้วย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ประสบการณ์ที่ดี โดยไม่กระทบธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่
ผุดงานดนตรี Net Zero
ด้วยเหตุนี้งานคอนเสิร์ตและมิวสิก เฟสติวัล ของเฮฟวี่ ออร์แกไนเซอร์ จึงไม่เพียงมีความเป็น Eco Friendly แต่ยังวางเป้ามุ่งสู่ Net Zero ด้วย ตัวอย่างเช่นด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เครื่องสำรองไฟขนาดใหญ่มาจ่ายไฟฟ้าแทนเครื่องปั่นไฟที่ต้องใช้น้ำมัน ช่วยลดการปล่อยมลพิษลงได้ หรือให้ผู้ร่วมงานนำแก้วมาเอง นำฝาขวดมาแลกบัตรเข้างาน ไปจนถึงจัดกระบวนการแยกขยะและนำไปรีไซเคิล เพื่อนำรายได้มอบให้โรงเรียนในพื้นที่ เป็นต้น
พร้อมกับให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมาเข้าร่วม เช่น ออกร้านจำหน่ายสินค้า หรือวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่มาให้บริการ
“ผมมองว่าตัวเองเป็น ‘สายล่อฟ้า’ แห่งวงการผู้จัดคอนเสิร์ต แต่ไม่ใช่เพราะต้องการท้าทายใคร แต่เป็นการท้าทายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ที่ไหนที่เงียบเหงา ที่ไหนที่ดูเป็นไปไม่ได้ เราจะเป็นผู้นำเอาความสุขเข้าไปใส่ด้วยตัวเอง ผ่านการมองมากกว่าการเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตทั่วไป”

โฟกัส Green Festival ทุกมิติ
“บุรินทร์ธร” ย้ำว่า ความตั้งใจนี้เห็นได้จากงานที่ผ่าน ๆ มาอย่าง “วันปล่อยเสือ” เทศกาลดนตรีในสไตล์ค่ายลูกเสือ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ’68 กลางผืนป่ากว่า 720 ไร่ ค่ายลูกเสือภูริทัต อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระยะเวลา 2 วัน ซึ่งมีทั้ง 5 เวทีดนตรี กับทัพศิลปินไทยกว่า 70 ชีวิต พร้อมกับ 20 วัฒนธรรมร่วมสมัย และ 10 ฐานกิจกรรม
โดยเป็นครั้งแรกที่คอนเสิร์ตที่ให้ความจริงจังกับเรื่องการเป็น Eco Friendly Festival หรือ Green Festival ในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องทำแคมเปญ 1,200 ฝาแลกบัตรเข้างาน การชวนคนมาคัดแยกขยะ และนำขยะทุกชิ้นมาชั่งน้ำหนัก บันทึกข้อมูลโดยร่วมมือกับสมาคมซาเล้ง เยาวชนอาสา และทีมงานสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เพื่อผลักดันให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเป็นเมือง Low Carbon
เช่นเดียวกับงาน “เล่นกลางเมือง 4 Culture Lifestyle Festival” เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม ‘69 ที่ลานกิจกรรมสนามวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้จังหวะวาระเฉลิมฉลอง 111 ปี สุราษฎร์ธานี นำทุกพลังสร้างสรรค์ของเมืองมาเชื่อมโยงกัน ทั้งวัฒนธรรมดนตรี ศิลปะ แฟชั่น หัตถกรรม อาหาร เครื่องดื่ม การรักษาสิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ มิตรภาพ มาเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดการเดินเคียงคู่กันไปแบบยั่งยืนและสามารถผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย
แตกไลน์นอกวงการดนตรี
นอกจากนี้ “บุรินทร์ธร” เปิดเผยว่า Heavy Organizer กำลังขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่การสร้างประโยชน์ให้สังคมในรูปแบบอื่น ๆ ในชื่อ Heavy Green เพื่อเป็นเส้นทางของการก้าวเข้าสู่งานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่ไม่จำกัดแค่เสียงเพลง เช่น งานร่วมสำรวจนก (Bird Walk) ยามเย็น เมื่อวันที่ 17 มกราคม ’69 ที่ผืนทุ่งสามร้อยยอด เพื่อเรียนรู้ระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งสามร้อยยอด แหล่งอาศัยของนกท้องถิ่นและนกอพยพหลากหลายชนิด เป็นต้น
โดยในอนาคตจะมีงานสไตล์ Green Festival หรือ Sustainability ที่ขับเคลื่อนภายใต้การจัดงานของ Heavy Green มากขึ้นอีก
“ส่วนตัวแล้วมองว่าการจัดคอนเสิร์ตคืองานที่ต้องเสียสละเพื่อแลกกับความสุข ทั้งความสุขของตัวเองที่ได้เห็นชิ้นงานสำเร็จ และความสุขของผู้ชม ซึ่งความสุขเหล่านี้จะส่งเป็นวงกว้างไปถึงชุมชน และผู้คนรอบข้างได้อย่างแท้จริง”