“ทนง ลี้อิสสระนุกูล” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มสิทธิผล ให้สัมภาษณ์ในโอกาสที่หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ครบรอบ 50 ปี
ในฐานะพี่ใหญ่รุ่นที่ 3 ของตระกูล และน้องทั้ง 3 มุ่งมั่นธุรกิจ ฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง วิกฤตของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน จนถึงวันนี้ “ลี้อิสสระนุกูล” พร้อมส่งต่อความมั่นคงของธุรกิจให้รุ่นถัดไปสานต่อ
DND ส่งต่อกว่า “ศตวรรษ”
กลุ่มสิทธิผล เริ่มต้นธุรกิจจากรุ่น “คุณปู่-คุณย่า” กนก-โสภา ลี้อิสสระนุกูล จากร้านปะยางรถจักรยาน สู่ธุรกิจตัวเเทนจำหน่ายรถจักรยาน Raleigh (ราเล่ห์) ภายใต้บริษัท เซ่งง่วนฮง จำกัด ในปี 2462
ด้วยหลักยึดมั่นตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คือ การทำธุรกิจอย่าง “ซื่อสัตย์สุจริต” และ “จำหน่ายสินค้ามีคุณภาพ” มาสู่การดำเนินธุรกิจใหม่กับบริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด จวบจนวันนี้
ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านกาลเวลามั่นคงและยาวนานกว่า 107 ปี
“ทนง” เล่าว่า จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวใหญ่ และความเป็น “ลูกคนโต” บรรพบุรุษสร้างมาขนาดนี้ เขาคงจะไปที่อื่นไม่ได้
“ทนง” เริ่มต้นจากการเข้าไปเรียนรู้กินนอนในโรงงาน
สิ่งที่ดีที่สุดของ “บ้านผม” คือ พี่น้องทั้ง 4 คน “ช่วยกันทำ” และ “รักกันดี” ทำให้ทุกอย่างถึงแผ่ขยายใหญ่โตได้ นี่คือความภูมิใจ
ก่อนที่ผมจะเกษียณตัวเอง ก็ได้เตรียม “ธรรมนูญครอบครัว” ให้กับคนรุ่นต่อไป โดยเน้นย้ำ “ถ้าใครไม่ทำ ต้องสนับสนุนคนที่ทำ ผมเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว”
หน้าที่-บทบาท บริหารชัดเจน
กลุ่มสิทธิผล มีทั้งในส่วนของบริษัทร่วมทุน และบริษัทร่วมค้า มีแบรนด์ชั้นนำสินค้าคุณภาพระดับโลกอยู่ในเครือ “ทนง” ย้ำว่า พี่น้อง 4 คนกระจายงานแบ่งหน้าที่ โดย “ทนง” ดูแล บริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ครบวงจร จำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ รวมถึงทำการตลาดให้กับสินค้าในเครือ และบริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่ขับเคลื่อน โซ่ระดับโลก และบริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันเครื่อง
“พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ดูแลธุรกิจยางรถจักรยานยนต์ อีลาสโตเมอร์ ยางสังเคราะห์ และยางธรรมชาติ กลุ่มบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC และวันนี้กับตำแหน่ง “ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย”
“อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล” ดูแลธุรกิจอุปกรณ์ส่องสว่างยานยนต์ทั้งหมด บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้จำกัด (มหาชน) (Stanly)
“พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ” ดูแลงานด้านไฟแนนซ์ การเงินของกลุ่มสิทธิผล และบริษัท แปซิฟิค อินดัสตรีย์ส (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัททำตัวถังและชิ้นส่วนยานยนต์
รับมือพิษ “สงคราม” ที่ยืดเยื้อ
รายได้เฉลี่ยของกลุ่มสิทธิผล 50,000-70,000 ล้านบาทต่อปี “ทนง” เล่าว่า ผลประกอบการสูงสุดเคยทำแตะระดับ 70,000 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
แต่วันนี้ไม่สามารถพูดเรื่องยอดขายได้ เพราะมีของพอให้ทำตลาดได้ไม่เกิน 2 เดือนจากนี้ สินค้าที่จำหน่ายอาจจะเผชิญปัญหาของไม่ครบ สถานการณ์ไม่สามารถคาดเดาได้ ถือว่าหนักจริง ๆ
หากตะวันออกกลางเลิกรบภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีผลกระทบกับเราไปอีก 6 เดือน ผมว่าองค์กรใหญ่จะสาหัสกว่าสิทธิผลเยอะ วันนี้ Effect ทั้งโลก “สิทธิผล” พยายามแก้ไขในวันนี้ คือ “พยายามลด Scale ให้ได้ สร้างกำไรให้มากขึ้น จำนวนพนักงานอาจจะต้องลดลง ขยับเป็นเจนฯ ใหม่เข้ามาแทนที่คนเจนฯ เก่า”
“วันนี้” เป็นวิกฤตที่หนักสุด
ตั้งแต่ผมทำงานมา “วิกฤต” มีมาตลอด ที่หนัก ๆ คือ ช่วงน้ำท่วม 2559 แต่ในวันนั้นเราหยุดผลิตไม่ได้ เพราะลูกค้ารอสินค้าจากเราอยู่ ในส่วนพนักงานเดินทางไม่ได้
เราต้องจัดหาที่พักให้
สถานการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ว่าหนักแล้ว แต่ที่หนักกว่าคือ “โควิด” ครั้งนั้นเหมือนมีบางอย่างช่วยสิทธิผล เพราะโควิดเป็นช่วงที่ธุรกิจ “ดีลิเวอรี่” เกิด ซึ่งเข้ากับสินค้ารถจักรยานยนต์ที่ “สิทธิผล” จำหน่าย ทำให้พออยู่ได้
สิทธิผลค่อนข้างโชคดีและมีโอกาส
แต่วันนี้ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีโอกาสให้เห็น ถือว่า “แย่สุด” วิกฤตมาทุกทิศทุกทาง ใครผ่านได้ถือว่าเก่ง เพราะมีเอสเอ็มอีทยอยปิดกันไปเยอะ
“สิทธิผล” เองพยายามเช็กเอสเอ็มอีของเรา ถ้าไม่ไหวเราก็ต้องปิด หรือควบรวมกับบริษัทใหญ่ เพื่อ “ลดค่าใช้จ่าย-ลดสเกล” ใช้แผนกบัญชี หรือโลจิสติกส์ร่วมกัน
แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววัน อย่ายึดติด ให้เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์
อุตฯ ยานยนต์โดนดิสรัปต์
นอกจากสงครามที่เกิดขึ้นแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์วันนี้มีดิสรัปชั่นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จาก “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” คือ ความภูมิใจของประเทศไทย มีผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อซัพพลายรถส่งออกไปทั่วโลก
วันดีคืนดีดิสรัปต์ มีรถจีนมา ผมว่าประเทศไทยกับรถอีวีมาเร็วไป 7 ปี ถ้าเริ่มจากปี 2570 ทุกอย่างจะดีขึ้น สเต็ปรถของดีทรอยต์จะไม่เจ็บมากเหมือนปัจจุบัน
“ที่ถูกฟาดหัวโดยรถนำเข้าจากจีนไม่เสียภาษี ขณะที่รถผลิตในประเทศไทยเสียภาษีอยู่ ทั้งที่มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เสียภาษีหมด”
วันนี้รถญี่ปุ่นผลิตในประเทศเสียภาษีเต็ม ซึ่งน่าสงสารมาก
ขณะที่รถจีนไม่เสียภาษี และสนับสนุนผ่านมาตรการอีวีอีก 50,000-100,000 บาท แล้วจะทำอย่างไร
อย่าง “สิทธิผล” ศึกษาจะลงทุนทำแท่นชาร์จอีวีก็ยังทำไม่ได้ เพราะวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ใช้เวลาแค่ปีครึ่งเทคโนโลยีก็เปลี่ยน
สุดท้ายค่ายจีนที่ลงทุนในไทยก็เริ่มหันไปประกอบรถยนต์ไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริดเพิ่มมากขึ้น
ประเทศไทยเปิดโอกาสให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเร็วเกิน หากเปิด ณ วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาบอกให้ทุกคนเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อเรียนรู้และเตรียมพร้อมในส่วนของเทคโนโลยี ปัจุบันการกำจัดซากรถและเเบตเตอรี่ยังไม่มีความชัดเจน
อุตฯ ชิ้นส่วนกระทบหนัก
“สิทธิผล” โชคดีที่มีชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับทดแทน (REM) อย่างยางรถจักรยานยนต์มีติดรถใหม่ และมีสำหรับเปลี่ยนด้วย และไม่ได้เป็นยางรถยนต์ ซึ่งชิ้นส่วนที่กระทบส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์
“สิทธิผล” มีรายได้จากรถยนต์ประมาณ 30-40% ที่เหลือเป็นรถจักรยานยนต์
แต่สถานการณ์วันนี้ถ้ารถจักรยานยนต์ก็ต้องคิดเรื่องการเติมน้ำมันก่อนการเปลี่ยนอะไหล่ ยืดระยะเวลาการใช้งานออกไปก่อน
รถอีวีจีนไทยเป็นประเทศเดียวที่ขายได้ เพราะไม่เสียภาษี เดิมรถยนต์นำเข้าภาษี 300% แต่วันนี้นำเข้าเป็นแสนคัน แต่รัฐบาลไม่ได้เงินเข้าประเทศ
เจนฯ 4 เริ่มมาช่วยงาน
วันนี้กลุ่มสิทธิผลเริ่มมีกลุ่มผู้บริหารเจนฯ ใหม่เข้ามาสานต่อคนรุ่นผมแล้ว เรามีหลาน ๆ 9 คนในรุ่นที่ 4 เริ่มเข้ามาช่วยงานแล้ว 3 คน
วันนี้ “ทนง” มีลูกสาวคนเล็ก คือ “น้องมะเฟือง-เอกสิริ ลี้อิสสระนุกูล” เข้ามาช่วยดูแลงานภายในองค์กร ส่วนคนโต “น้องมะนาว-พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล” อาจจะเข้ามาช่วยงานในหน่วยงานอื่นเร็วๆ นี้
งานสังคมทำต่อเนื่อง
ส่วนงานด้านสังคม กลุ่มสิทธิผลก็มีเยอะ ทุกอย่างสิทธิผลทำหมด จะทำไปที่องค์กรใหญ่ แต่ก่อนริเริ่มทำโครงการ “อะไหล่มนุษย์” ให้กับ “สภากาชาดไทย” วันนี้เมื่อทุกอย่างเดินหน้าได้แล้วเราก็ถอยออกมา และซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลัง
“คนที่รอเปลี่ยนไต อย่ารอเกิน 7 เดือน ต้องหาให้ได้ ต้องมีคนบริจาค เราก็ดีใจ วันนี้คนไทยตื่นรู้เรื่องนี้มากขึ้น”
ในส่วนของโรงพยาบาลต่าง ๆ สิทธิผลทำมาหมด มีทั้งทางตรง ทางอ้อม อย่างการทำ “บราวนี่” ที่คุณแม่ทำบราวนี่ นำรายได้จากส่วนนี้ไปให้โรงเรียนในต่างจังหวัด โรงพยาบาล คุณแม่ทำอย่างต่อเนื่อง ช่วงหลัง “น้องมะนาว” ลูกสาวคนโต ได้เข้ามาดูแลร้านบราวนี่ Oldschool Brownies House ซึ่งมีการขยายสาขาพอสมควร
“ความท้าทาย” ถัดไป
วันนี้ในวัย 66 ปี “ทนง” บอกว่า หน้าที่หลักคือการทำให้คนรุ่นถัดไปสามารถเดินต่อไปได้ โดยความท้าทายคือ การลดค่าใช้จ่ายให้ได้ เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไป
จากนี้ไปอีก 1-2 ปีที่ผมเตรียมเกษียณ ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน แต่มีหน้าที่ต้องดูว่าคนรุ่นถัดไปจะไปทางไหน เราต้องพยายามซัพพอร์ตเขาให้ได้ และทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าไปได้เรื่อย ๆ เพราะก่อนหน้าเราได้สร้างไว้ให้ ทั้งโรงงาน ฐานการผลิต ออฟฟิศ หนี้สินไม่มี ซึ่งผมมองว่า เหล่านี้คือต้นทุนในการบริหารระยะยาว เพราะไม่ต้องเช่าออฟฟิศ ไม่ต้องเช่าบ้าน ไม่มีภาระค่าใช้จ่าย สามารถหายใจหายคอคล่องขึ้นเยอะ คนรุ่นใหม่จะบริหารอะไรที่ง่ายกว่ารุ่นเรา
อย่างไรก็ตาม “ทนง” เชื่อว่า ธุรกิจเกี่ยวกับยานพาหนะยังไปต่อได้ ขณะที่อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากเข้าไปลงทุนใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ดาต้า เข้าไปจับ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก ตลอดจนค้าจำหน่าย เชื่อว่าศักยภาพของอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยจะไปไกลแบบไร้ทัดเทียม
เป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารรุ่น 3 ที่บริหารกลุ่มสิทธิผล ที่มีอายุยืนยาวถึง 107 ปีแล้ว