‘การบินไทย’ โกยดีมานด์ฝ่าวิกฤตพลังงาน
วิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางทางอากาศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet-A1) พุ่งสูง สายการบินต่าง ๆ ต่างรับมือด้วยการปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสาร ลดเที่ยวบิน บางรายปรับราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางระหว่างยุโรปและเอเชียขึ้น 3-5 เท่า เนื่องจากความต้องการสูงแต่ที่นั่งสายการบินมีจำกัด และบางสายการบินกระทบหนักถึงขั้นยุติการดำเนินงาน
สำหรับในประเทศไทยนั้น “การบินไทย” ในฐานะสายการบินรายใหญ่ที่ให้บริการบินเชื่อมเส้นทางทั้งในภูมิภาคยุโรป เอเชีย อาเซียน และภาพในประเทศก็ปรับตัวรับมือในทิศทางเดียวกับสายการบินอื่น ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะการปรับลดความถี่เที่ยวบินในบางเส้นทางลง
แค่ “เป็นไข้” ไม่ถึงกับตาย
“ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แม้ว่าหลายคนจะมองว่าวิกฤตพลังงานรอบนี้ส่งผลกระทบหนัก แต่มั่นใจว่าการบินไทยจะกระทบน้อยกว่าสายการบินอื่น ๆ เนื่องจากปัจจัยภายในเราแข็งแรงมาก แต่หลายสายการบินภายในหรือสถานะการเงินไม่แข็งแรงพอ เมื่อเจอปัจจัยภายนอกถมเข้ามาอีกทำให้กระทบหนักเป็น 2 เท่าตัว
ขณะที่การบินไทยผ่าน “จุดตาย” มาแล้ว วันนี้มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินมากกว่าครั้งก่อน ๆ วิกฤตครั้งนี้จึงน่าจะแค่ “เป็นไข้” ไม่ถึงกับตาย โดยผลประกอบการในปีที่ผ่านมาการบินไทยมีกำไรเกือบ 3 หมื่นล้านบาท Net Profit Margin 16% สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แข็งแรงพอที่จะรับมือกับวิกฤตรอบนี้และมีศักยภาพในการมองเรื่องการลงทุนในอนาคต
“ปัญหาเรื่องต้นทุนราคาพลังงานนั้นการบินไทยและอุตสาหกรรมการบินเคยผ่านวิกฤตนี้มาแล้วหลายรอบ ไม่ว่าจะในปี 2008 ปี 2015 แม้สาเหตุการเกิดจะคนละรูปแบบแต่ผลของมันก็คือทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพียงแต่ปัญหาตะวันออกกลางรอบนี้กระทบหนักและนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้”
ไม่สาหัสเท่าวิกฤตโควิด-19
ที่สำคัญวิกฤตพลังงานรอบนี้ก็ไม่สาหัสเท่ากับช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อ 5-6 ปีก่อน เพราะช่วงนั้นการเดินทางหยุดหมดทั้งโลก ไม่มีผู้โดยสาร รายได้เป็นศูนย์ ขณะที่ต้นทุนยังมี แต่ครั้งนี้ความต้องการการเดินทาง หรือดีมานด์ยังมีอยู่ ยังมีรายได้ ทั้งจากผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าคาร์โก้ จึงเชื่อมั่นว่าเราจะบริหารจัดการตัวเองให้รอดได้ไม่ยากนัก
โดยโจทย์สำคัญคือ การตักตวงดีมานด์ที่เหลืออยู่ให้ได้ กล่าวคือทำอย่างไรที่จะสามารถดึงผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางให้หันมาเดินทางผ่าน “การบินไทย” ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่สายการบินต่าง ๆ ทยอยลดเที่ยวบินเป็นจำนวนมาก
“ขณะที่การบินไทยก็ได้ลดความถี่ในบางเส้นทางในเดือนพฤษภาคม 2569 คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ประมาณ 4-5% ซึ่งตามแผนปีนี้เราตั้งเป้าว่ามีอัตราการเติบโตประมาณ 4-5% การปรับลดความถี่ในบางเส้นทางไป 4-5% ก็เหมือนเรากลับไปสู่ปีที่แล้ว ไม่มีนัยสำคัญต่อรายได้รวมมากนัก อย่างไรก็ตามก็ต้องระมัดระวังและปรับแผนการบินอย่างรอบคอบในช่วงนี้เช่นกัน”
ลดค่าใช้จ่าย-เลื่อนลงทุน
อย่างไรก็ตามการบินไทยเองก็ได้ทำแผนสำรองหรือแผนบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) รองรับเช่นกัน โดยแผนระยะสั้นคือ การลดค่าใช้จ่าย อะไรที่ยังไม่จำเป็นต้องลด หรือการลงทุนบางอย่างที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารสถานที่ การลงทุนอุปกรณ์ลานจอด ฯลฯ โดยจะเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น เป็นต้น
ส่วนในแผนระยะกลางคือ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นก็ต้องมีมาตรการที่เป็นยาแรงออกมาเสริมเป็นระยะ
อย่างไรก็ตามในส่วนแผนลงทุนศูนย์ซ่อม (MRO) อู่ตะเภานั้นจะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากเป็นความจำเป็น เพราะต้องเตรียมการเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเครื่องบินของตัวเอง โดยตามแผนคาดว่าโครงการดังกล่าวนี้จะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ และใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี หรือภายในปี 2028 ซึ่งจะเป็นปีที่การบินไทยจะทยอยรับเครื่องบินใหม่ลอตใหญ่ พอเครื่องใหม่เข้ามาฝูงปัจจุบันก็ถึงเวลาซ่อมบำรุงพอดี
กลาง “วิกฤต” มี “โอกาส”
เช่นเดียวกับแผนการเปิดเส้นทางบินใหม่ที่มีกำหนดเปิดให้บริการเพิ่มเติมในปีนี้จะยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม ได้แก่ เส้นทางบินตรง “กรุงเทพฯ – โอ๊กแลนด์” ประเทศนิวซีแลนด์ เส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และสาธารณรัฐประชาชนจีนอีก 3 เส้นทาง คือ ฉงชิ่ง, ฉางซา และเซินเจิ้น
ทั้งนี้ ยังเชื่อตลอดว่าในวิกฤตจะมีโอกาสเสมอถ้าเราจะเสาะแสวงหา ซึ่งวิกฤตรอบนี้เราก็มองเห็นโอกาสว่าผู้โดยสารมองหาการเดินทางแบบบินตรงมากขึ้น เนื่องจากเส้นทางไปต่อเครื่องที่อื่นมีความเสี่ยงต่อแผนการเดินทาง
“การบินไทยเป็นสายการบินเดียวที่ให้บริการเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เชื่อมยุโรป ขณะที่คู่แข่งขนผู้โดยสารจากยุโรปเข้าไทยของสายการบินตะวันออกกลางต้องผ่านฮับการบินของประเทศในตะวันออกกลาง”
Cash Flow หัวใจธุรกิจการบิน
“ชาย เอี่ยมศิริ” บอกอีกว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นชัดเจนว่าหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจสายการบินคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) หรือสภาพคล่อง ใครสายป่านไม่ยาวไปก่อนเสมอ ดังนั้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาที่ผลประกอบการการบินไทยกลับมามีกำไร บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสำรองเงินสดเตรียมไว้สำหรับรับมือกับวิกฤต เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวิกฤตจะมาถึงเมื่อไหร่
“วันนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าจะไม่เกิดอะไร ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์เราว่าผลประกอบการดี มีแคชโฟลว์จำนวนมาก ทำไมไม่เอาไปชำระหนี้เพิ่มเติม แต่เรามองว่าการดำเนินธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน ต้องไม่ประมาท นี่คือเหตุผลที่เราเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้”
พร้อมย้ำว่า “การบินไทย” มีบทเรียนและเจอวิกฤตอย่างหนักมาแล้ว ดังนั้นต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก
โดย ณ สิ้นปี 2568 การบินไทยมีกระแสเงินสดอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาท ถึงวันนี้กระแสเงินสดของบริษัทก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 120,000 ล้านบาทไปแล้ว ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นี่คือสิ่งที่การบินไทยเตรียมพร้อมได้ดีกว่ายุคก่อน
และเชื่อว่า ด้วย Cash Flow ที่มีอยู่มากกว่า 120,000 ล้านบาทนี้จะทำให้การบินไทยยืนหยัดและฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้