Skip to content

ไทยเบฟเดินหน้า Net Zero ดึง AI-ข้อมูล ทรานส์ฟอร์มซัพพลายเชน

26 พ.ค. 2569 | 14:26น.
ไทยเบฟเดินหน้า Net Zero ดึง AI-ข้อมูล ทรานส์ฟอร์มซัพพลายเชน

ไทยเบฟ ร่วม TCC Technology และ CMKL University เปิดยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์มซัพพลายเชนด้วย AI และข้อมูล ผนึกนวัตกรรม “Triple O” ผสาน Data, Robotics และ AI มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030

OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จัดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” 

โดยมีอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev มาแบ่งปันประสบการณ์ขับเคลื่อนซัพพลายเชนและเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านความร่วมมือระหว่าง TCCtech และ CMKL University

อรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev เปิดเผยว่า จุดเด่นที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev แตกต่างจากองค์กรอื่น คือแนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค 

โดยโครงสร้างซัพพลายเชนแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและเป็นรากฐานของกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแผนและให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

Net Zero-Circularity 2030

กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากซัพพลายเออร์กว่า 3,000 ราย ที่ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือและการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ปัจจุบัน ThaiBev ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% แล้ว พร้อมกันนั้นยังตั้งเป้าหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 100% ภายในปีเดียวกัน สอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ระดับสากล ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนบทบาทผู้ผลิตจากรับผิดชอบเฉพาะกระบวนการผลิต สู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบหลังการบริโภคอย่างครบถ้วน

อรทัยยังชี้ให้เห็นคุณค่าของระบบที่มีอยู่เดิม โดยยกตัวอย่าง “ซาเล้ง” ซึ่งเป็นเครือข่ายเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด แต่แท้จริงแล้วสามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิทัล “ข้อมูล” คือหัวใจหลักของการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ThaiBev จึงร่วมมือกับ TCCtech พัฒนาแดชบอร์ดและระบบติดตามผลดิจิทัลสำหรับดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ 

อาศัยเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ตรวจจับปัญหาได้ทันท่วงที และเชื่อมระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

นวัตกรรม “Triple O”

นวัตกรรมในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนคือ “Triple O” ซึ่งรองรับการจัดการแก้วเกือบ 1 ล้านตัน และเศษกระดาษกว่า 2 แสนตันต่อปี ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่  Oasis – Data-Driven Precision คุณอรทัยอธิบายว่า “Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน”

ทีมงานจึงนำเทคโนโลยีและข้อมูล GPS มาวิเคราะห์และระบุ white space ระหว่างร้านค้า เพื่อให้สามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการได้ตรงจุดในแต่ละพื้นที่

Octopus – Robotics “Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์” คือการนำหุ่นยนต์แขนกลที่ออกแบบเป็นพิเศษมาใช้คัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลายและซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระแรงงาน และทำให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

และ Oracle – AI-Powered Intelligence “Oracle ได้ชื่อมาจากเรื่องราวกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างถูกต้อง” ในที่นี้หมายถึงการนำเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) มาจำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพจริงที่มีรูปทรงหลากหลาย ช่วยลดการสูญเสียวัสดุและเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด

โดย Oracle พัฒนาร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University สะท้อนให้เห็นว่าพันธมิตรด้านนวัตกรรมสามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชั่นดิจิทัลที่ขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนกว่าแสนชีวิต ทั้งผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับรายได้มั่นคงจากเครือข่ายนี้ ขณะเดียวกันการนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลยังช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต ของเสียจากโรงงานยังถูกแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ “สมุยโมเดล” นวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ออกแบบมาแก้ปัญหาโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ ด้วยการใช้รถบรรทุกที่ว่างหลังส่งสินค้ามาขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่แทน ช่วยลดต้นทุนขนส่งอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ปัจจุบันโมเดลนี้ได้ขยายผลไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่าง ๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

อรทัยกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม 

เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน