เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
Biz Movement เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
News กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
World ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
“ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค “ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
Biz Movement หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
Politics รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
Finance หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
Finance สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
Finance ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ดูทั้งหมด

ปูพรมแดงรับ… แต่นักลงทุนยังไม่มา! ไทยเดินเกมถึงไหน แล้วประเทศใดน่าทำธุรกิจกว่า?

11 ส.ค. 2561 | 10:00น.

การเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาหว่านเม็ดเงินลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก: อีอีซี ในพื้นที่ของ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง  ที่รัฐบาลคาดหวังให้ผลิดอกออกผลเป็นตัวเลขจีดีพี (GDP) เพื่อที่จะผลักดันให้ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น ยังเป็นเพียงความหวังของรัฐบาลคสช. ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ดูว่านักลงทุนต่างชาติเหมือนจะมา แต่ก็ยังมาไม่ถึงสักที !

แฟ้มภาพ

เมื่อต้นปี 2561 “เจน นำชัยศิริ” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ณ เวลานั้น กล่าวไว้ว่า มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าในไตรมาสสองของปี 2561 หลังจากที่ พ.ร.บ.อีอีซี ออกมาอย่างเป็นทางการ จะมีนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน เข้ามาลงทุนให้เห็น “เม็ดเงิน” จริงๆ และคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจของประเทศขยายตัว 5 %

กระทั่ง “พ.ร.บ.อีอีซี” หรือ พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่รัฐบาลเร่งจัดทำเพื่อ ชูอีอีซีเป็นฮับลงทุน สนองต่อนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐบาล คลอดออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับสิทธิพิเศษนานาประการ อาทิ การให้สิทธิ์ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการเช่าเป็นระยะเวลา 50 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 49 ปี การประกาศเป็นเขตปลอดอากร การอนุญาตให้วีซ่า 5 ปี เป็นต้น ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ตามที่ตั้งใจ…

ทว่าจนถึงไตรมาสสามในขณะนี้ นอกเหนือจากความหวังครั้งใหญ่ของไทยอย่าง “แจ็ค หม่า” เจ้าพ่อแห่งอาลีบาบาที่ประกาศจะมาลงทุนในโครงการอีอีซีนี้อย่างแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเรียกได้ว่า “ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน”มากนัก

ขณะที่ความคืบหน้ารถไฟความเร็วสูง หรือ “ไฮสปีดเทรน” เชื่อมสามสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา เพื่ออำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญช่วยผลักดันนักลงทุนไปยังพื้นที่โครงการอีอีซี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เผยว่ามีเอกชนทั้งไทยและต่างชาติซื้อซองประมูลถึง 31 ราย  แยกเป็น บริษัทไทย 14 ราย จีน 7 ราย ญี่ปุ่น 4 ราย ฝรั่งเศส 2 รายมาเลเซีย 2 ราย เกาหลี 1 ราย และอิตาลี 1 ราย

จึงดูเป็น “เค้าลาง” ความคืบหน้าที่ดีของอนาคตอีอีซี

เดินเครื่องเต็มสูบ ลุย “โรดโชว์อีอีซี” รอบทิศ

“โรดโชว์” คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่รัฐบาลเดินหน้าโปรโมตโครงการอีอีซีให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มสูบ โดยมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ รับบทบาทสำคัญในการเป็นแม่ทัพใหญ่ ปูทางประชาสัมพันธ์ เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเช่นเดียวกัน “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสากรรม พ่วงด้วย “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการบีโอไอ “คณิศ แสงสุพรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และมี “คณะบีโอไอ” เกาะชิดติดสนามและเป็นหน่วยติดตามความคืบหน้า พร้อมทั้งคอยกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเร่งมาลงทุนในไทยอย่างจริงจัง

แฟ้มภาพ
แฟ้มภาพ

การเดินทางพบปะนักลงทุนไทยและต่างประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 -2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินสายต่างประเทศที่ทำสถิติ 3 ปี โรดโชว์ 10 ประเทศ ก็ยังเป็นแนวทางที่รัฐบาลทำต่ออยู่…

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ 2561 คณะรัฐบาลไทยเดินทางไปยังจังหวัดฟุคุโอะกะ “ประเทศญี่ปุ่น” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและชักจูงการลงทุน อาทิ การประชุมหารือร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่น การจัดกิจกรรมสัมมนาชักจูงการลงทุน กิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจไทยกับนักลงทุนในจังหวัดฟุคุโอะกะ และการพบปะหารือรายบริษัทกับนักลงทุนชั้นนำของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 20-26 มิถุนายน 2561 คณะรัฐบาลไทย นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปยัง “ประเทศอังกฤษ-ฝรั่งเศส” เพื่อจูงใจอังกฤษมาลงทุนอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพและยานยนต์ไฟฟ้า และชักชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เมืองอัจฉริยะ ระบบราง ยานยนต์ และพลังงานทางเลือก

เมื่อวันที่ 27-30 มิถุนายน 2561 คณะรัฐบาลไทยเดินทางไปยัง “ฮ่องกง-เซินเจิ้น” เพื่อเยี่ยมชมศูนย์นิทรรศการเทคโนโลยีของบริษัท Foxconn และเยี่ยมชม Campus และโรงงาน ขณะเดียวกันบีโอไอได้นำเสนอโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อชักชวน “ฟอกซ์คอนน์” กลุ่มธุรกิจผลิตอิเล็กทรอนิกส์ “ไชน่า เนชั่นแนล ​ยีนแบงก์” ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ให้มาลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 4-6 กรกฎาคม 2561 มีการไปโรดโชว์ที่กรุงโตเกียว “ประเทศญี่ปุ่น” ในงาน “Eastern Economic Corridor (EEC): Thailand 4.0 in Action” พร้อมมีการนำเสนอแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการลงทุนสำคัญของอีอีซีและสิทธิประโยชน์การลงทุน ให้ผู้บริหารบริษัทชั้นนำญี่ปุ่นกว่า 230 คน

เมื่อวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2561 คณะรัฐบาล นำโดยรองนายกฯ เดินทางไปยังจังหวัดไอจิและจังหวัดมิเอะ “ประเทศญี่ปุ่น” เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมาธิการระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 พร้อมทั้งพบปะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อากาศยาน ผู้ผลิตอาหารทางการแพทย์ ผู้ผลิตเครื่องจักร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อชักชวนให้มาลงทุนที่ในพื้นที่อีอีซี

ชุบชีวิต Ease of Doing Board

ผลจากความแห้งแล้งนักลงทุนต่างชาตินี้เองที่ทำให้ “สภาอุตฯ” ต้องเร่งแก้เกม เสนอรัฐบาลให้ฟื้นคืนชีพคณะทำงานเรื่องของความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Board) เพื่อใช้เป็นเวทีหารือทุกเดือนกับกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นคณะทำงานที่เคยก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน 2558

โดย “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องฟื้นบอร์ดความยากง่ายในการทำธุรกิจว่า “นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงประเมินภาพรวมการลงทุนในประเทศไทยไปในทิศทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในระดับสูงขึ้นมากถ้าเทียบจากเมื่อก่อน จากการที่รัฐบาลเริ่มทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง-มาบตาพุดเฟส 3 ที่กำลังจะเริ่มเปิดประมูลในโครงการถัดไป กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็มีการแก้ไขแล้ว เพื่อให้เกิดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลถึงขั้นตอนการติดต่อทำธุรกิจ ความยากง่าย หน่วยงานที่รับผิดชอบมีหลายหน่วยงาน เราจะทำแบบ one stop service ได้หรือไม่

ไทยเร่งโกออนไลน์ หวังไต่อันดับปีนี้

ทุกๆ ปี ธนาคารโลกจะมีรายงานความยากง่ายในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นการจัดอันดับประเทศที่ง่ายต่อการลงทุนประกอบธุรกิจ 190 ทั่วโลก โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2560 “Doing Business 2018: Reforming to Create Jobs” จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 26 ขยับขึ้นมาจากปี 2559 ซึ่งเคยอยู่ที่อันดับ 46 ทั้งนี้รัฐบาลไทยก็ยังคาดหวังที่จะไต่อันดับเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไป

แฟ้มภาพ

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่อยู่ในอันดับดีที่สุดของไทยที่ 13 คือ การบริการไฟฟ้า รองลงมาที่ 16 คือ “การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย” ขณะที่ตัวชี้วัดที่อยู่ในอันดับแย่สุดคือ การจดทะเบียนทรัพย์สิน ในอันดับ 68 ส่วนการจ่ายและคืนภาษี และการค้าขายข้ามแดนรั้งอันดับที่ 67 และ 57 ตามลำดับ จาก 190 ประเทศทั่วโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนดูผลงานที่รัฐบาลเร่งปูพรมวางรากฐานให้การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติเป็นไปโดยง่ายตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งครอบคลุม 10 ตัวชี้วัดในการพิจารณาจัดอันดับความยากง่ายในการลงทุนตามที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ ได้แก่ การเริ่มต้นการประกอบธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การบริการไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การเข้าถึงสินเชื่อ การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย การจ่ายและคืนภาษี การค้าขายข้ามแดน การดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาและการล้มละลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไปตามแนวทาง 4.0 เน้นให้ทุกอย่าง “โกออนไลน์”

ก่อนการประเมินผลของธนาคารโลกในรอบต่อไป ซึ่งเป็นรายงานผล “Doing Business 2019″ ที่จะมีการวัดผลการดำเนินงานในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 – 31 พฤษภาคม 2561 สำนักงาน ก.พ.ร. จึงดำเนินการรวมรวมแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป ในช่วง 1 กันยายน 2560 – 31 พฤษภาคม 2561 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการดำเนินการตามข้อเสนอของธนาคารโลกในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

แผนดำเนินงานปีงบประมาณ 2561 สำหรับรอบการประเมินผลธนาคารโลก

การเริ่มต้นประกอบธุรกิจ – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรรมสรรพากร ประกาศปรับลดขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจจากเดิม 4.5 วัน เหลือ 2 วัน โดยรวมขั้นตอนการจองชื่อกับจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ไว้ในขั้นตอนเดียว พร้อมปรับอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนคงที่ จากเดิมอัตรา 5,500-275,000 บาท เหลืออัตราเดียว 5,500 บาท และหากจดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration จะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 3,850 บาท นอกจากนี้ ยังร่วมมือแก้ไขปัญหาการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและขึ้นทะเบียนลูกจ้าง พัฒนาระบบ biz portal เพื่อให้เอกชนสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและขึ้นทะเบียนลูกจ้างผ่านระบบออนไลน์ได้

การขออนุญาตก่อสร้าง – กรมโยธาธิการและผังเมืองให้ลดระยะเวลาการออกใบอนุญาต นำระบบบริหารความเสี่ยงมาลดขั้นตอนและระยะเวลาการตรวจควบคุมการก่อสร้างอาคารเหลือ 3 ครั้งและขออนุญาตใช้อาคารเหลือ 15 วัน

การขอใช้ไฟฟ้า – การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดำเนินการติดตั้งมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าคู่ขนานกับการดำเนินการนอกอาคารอื่นๆ พร้อมทั้งให้ปรับปรุงและส่งเสริมให้มีการใช้ Online Application Portal ให้สามารถขออนุญาตก่อสร้างและติดตั้งสาธารณูปโภค และขอใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ได้ รวมทั้งให้ปรับลดภาระของการวางเงินประกันที่มีวงเงินประกันสูงมาก

การจดทะเบียนทรัพย์สิน – กรมที่ดินให้ปรับข้อกำหนดในการขอเอกสารสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทจากกระทรวงพาณิชย์ พร้อมดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจดทะเบียนทรัพย์สิน ทั้งนี้เพิ่มช่องทางการตรวจสอบหลักทรัพย์และการตรวจสอบขอมูล เช่น รูปแปลงที่ดิน ค่าใช้จ่ายรังวัดที่ดิน ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร ผ่าน Mobile App “LandsMaps’

การเข้าถึงสินเชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมพัฒนาธุรกิจทางการค้า และบริษัท ข้อมูลแห่งชาติ จำกัด เชื่อมข้อมูลหลักประกันการชำระหนี้ทางอิเล็กทรอนิกส์, เปลี่ยนจากการจดทะเบียนไปเป็นจดแจ้ง และนำ Pay-in slip และ e-Receipt มาใช้ในการชำระเงิน

แฟ้มภาพ

การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย –  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุ้มครองนักลงทุนรายย่อยให้เข้าถึงข้อมูลและเพิ่มความสะดวกในการฟ้องร้องคดีของผู้ถือหุ้น

การจ่ายและคืนภาษี – กรมสรรพากรพัฒนาและสำนักงานประกันสังคมใช้ระบบ Tax spreadsheets คำนวณปรับปรุงรายการทางบัญชีเป็นภาษี 5 รายการ, ขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ผ่าน e-Tax Invoice by email ตลอดจนอำนวยความสะดวกและให้ความรู้ผู้ประกอบการด้วยคู่มือแนวทางการลงบัญชีภาษีอากร, ขยายเวลายื่นชำระเงินสมทบประกันสังคมผ่านระบบออนไลน์

การค้าขายข้ามแดน –  กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศร่วมกันพัฒนา และเปิดให้บริการ e-Matching รายงานเรือเข้าและบัญชีสินค้าสำหรับเรือ และเชื่อมโยงใบกำกับการขนย้ายสินค้าและแบบขอนำตู้สินค้าขาออกผ่านเข้าเขตศุลกากรการท่าเรือ ผ่านระบบ National Single Window, ให้บริการ e-Transition พิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของถ่ายลำและการขนส่งต่อเนื่องเปลี่ยนยานพาหนะ, Pre–Arrival Processing กระบวนการยื่นใบขนสินค้าและชำระค่าภาษีอากรล่วงหน้า และ Tariff e-Service ฐานข้อมูลสืบค้นผลคำวินิจฉัยประเภทพิกัดศุลกากร

การดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา – ศาลยุติธรรมและกรมบังคับคดีให้บริการ e-Filing สำหรับระบบยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสารโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบชำระเงิน e-Payment ทั้งนี้ให้บริการคัดลอกสำเนาคำพิพากษาและคำสั่งระหว่างศาล รวมทั้งเปิดแอป Mobile App “LED Debt Info” “LED Property” “LED Property Plus” และ “LED Streaming”

การล้มละลาย – กรมบังคับคดีปรับปรุงระบบให้บริการข้อมูลด้านการบังคับคดี ตรวจสอบบุคคลล้มลาะลายผ่าน Mobile App LED ABC ติดตามทรัพย์สินผ่าน ASst-Tracking System และนำระบบ e-Insolvency Case Management มาใช้ในการบังคับคดีล้มละลาย

ข้อมูลจาก Ease of Doing Business Thailand

ส่อง 10 อันดับประเทศน่าทำธุรกิจ

“บิสิเนส อินไซเดอร์ ยูเค” รายงานการจัดอันดับ 12 ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนจากธนาคารโลก พร้อมทั้งขยายภาพว่าแต่ละประเทศตัวท็อปมีตัวชี้วัดอะไรบ้างที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน!

แฟ้มภาพ

อันดับหนึ่งคือ นิวซีแลนด์ ครองอันดับหนึ่งปัจจัยการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การจดทะเบียนทรัพย์สิน การเข้าถึงสินเชื่อ และการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ขณะที่อันดับที่แย่ที่สุดคือปัจจัยการค้าขายข้ามแดนอยู่ในอันดับ 55

อันดับสองคือ สิงคโปร์ ประเทศดาวรุ่งซึ่งได้อันดับหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ยังคงรักษาตำแหน่งท็อปได้อยู่โดยเฉพาะปัจจัยการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย และรั้งอันดับสองของปัจจัยการดำเนินให้เป็นไปตามสัญญา  และอันดับ 29 สำหรับการล้มละลาย

อันดับสามคือ เดนมาร์ค ประเทศแถบสแกนดิเนเวียนร่วงจากที่หนึ่งตั้งแต่ปีก่อนหน้า แต่ยังคงรักษาท็อปได้ในเรื่องการค้าขายข้ามแดน และได้อันดับ 32 สำหรับปัจจัยการเข้าถึงสินเชื่อ

อันดับสี่คือ ฮ่องกง อีกหนึ่งดาวรุ่งที่ครองอันดับหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ได้อันดับสามสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การบริการไฟฟ้า การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย และการจ่ายและคืนภาษี ขณะที่การจดทะเบียนทรัพย์สินรั้งที่อันดับ 61

อันดับห้าคือ เกาหลีใต้ รั้งอันดับหนึ่งของความง่ายในการบริการไฟฟ้าและการดำเนินให้เป็นไปตามสัญญา แต่ปัจจัยการค้าขายข้ามแดนอยู่ที่อันดับ 32

อันดับที่หกคือ นอร์เวย์ ประเทศที่มีการกระโดดขึ้นมาสองอันดับจากปีก่อน และรั้งในอันดับ 4 สำหรับการดำเนินให้เป็นไปตามสัญญา แต่การขออนุญาตก่อสร้างกลับตกอยู่อันดับที่ 43

อันดับที่เจ็ดคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งอันดับร่วงลงมาหนึ่งลำดับจากปีก่อน ได้อันดับที่ 6 ของตัวชี้วัด การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ขณะที่ตัวชี้วัดการลงทะเบียนทรัพย์สินอันดับ 47

อันดับแปดคือ สหรัฐอเมริกา ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ร่วงลงมาหนึ่งลำดับจากปีก่อนเช่นกัน แต่ยังรักษาตำแหน่งที่ 2 สำหรับการเข้าถึงสินเชื่อ แม้ว่าจะรั้งอันดับ 41 สำหรับตัวชี้วัดการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยก็ตาม

อันดับที่เก้าคือ สวีเดน ยังคงรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้ แม้ว่าจะได้อันดับ 6 สำหรับการบริการไฟฟ้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อกลับอยู่ที่ 75

และอันดับที่สิบคือ มาซิโดเนีย ม้ามืดที่ไต่ลำดับผงาดขึ้นมาอยู่ในท็อปสิบได้ จากปีก่อนที่อยู่อันดับที่ 16 ปีนี้ได้อันดับ 4 สำหรับการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ ขณะที่การลงทะเบียนทรัพย์สินอยู่ที่อันดับ 48

ไทยอยู่ตรงไหนในอาเซียน?

หากเทียบเคียงจุดที่ไทยกำลังยืนอยู่บนเวทีอาเซียน 10 ประเทศ ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 (อันดับโลก26) รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอันดับโลกที่ 24 ขณะที่อันดับที่ 4 เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนเป็นของบรูไน ถัดไปคือเวียดนาม(อันดับโลก68) อินโดนีเซีย(อันดับโลก72) ฟิลิปปินส์(อันดับโลก113 ) กัมพูชา(อันดับโลก135) ลาว(อันดับโลก141) และพม่า(อันดับโลก 177) ตามลำดับ

ภาพจากเว็บไซต์ธนาคารโลก

ถือว่าไม่น้อยหน้าที่เดียวสำหรับประเทศไทยที่สามารถรั้งอันดับประเทศที่มาความง่ายในการลงทุน เมื่อเทียบกับระดับโลกก็ติดท็อป 30 หรือเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็ชิงที่ 3 มาได้ ไหนจะเร่งปรับปรุงระเบียบงานราชการทั้ง 10 ตัวชี้วัดให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มพิกัด อีกทั้งการโรดโชว์อีอีซีมัดใจนักลงทุนต่างชาติทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ ที่รัฐบาลออกรอบทัวร์ประเทศต่างๆ จนเรียกว่า แทบจะปูพรมแดงต้อนรับขับสู้ขนาดนี้…แต่นักลงทุนก็ยังไม่แลนดิ้งสักที!

นี่จึงอาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าอะไรกันแน่ที่เป็นปัญหาให้เม็ดเงินที่รอคอยยังไม่ถึงมือ แล้วจึงรีบแก้ให้ถูกจุด เพื่อให้การจัดอันดับประเทศน่าลงทุนจากธนาคารโลกในปีหน้าไต่อันดับ ทั้งยังมัดใจต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนในอีอีซีตามที่ใจหวัง…