Skip to content

ศุภชัย เจียรวนนท์ Leader for the Next Era ทุก ‘วิกฤต’ พิสูจน์ ‘ตัวจริง’

04 มิ.ย. 2569 | 13:50น.
ศุภชัย เจียรวนนท์ Leader for the Next Era ทุก ‘วิกฤต’ พิสูจน์ ‘ตัวจริง’

ในวาระก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 “ประชาชาติธุรกิจ” จัดงานสัมมนาพิเศษ “THAILAND NEXT THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” รวมผู้บริหารแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ หลากหลายแง่มุมทั้งที่เกี่ยวกับการบริหารคน บริหารองค์กร ขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านนำพาองค์กรก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ รวมไปถึงการเตรียม “Succession Plan” สำหรับองค์กรในอนาคต 

หนึ่งในเซสชั่นที่หลายคนให้ความสนใจมากที่สุด คือ Thailand Next : Leader for the Next Era โดย “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด ในบทบาทของ “ผู้นำ” ที่ผ่านความท้าทายมากมาย

บทเรียนจาก “วิกฤต”

“ศุภชัย” เล่าว่า ทุกวิกฤตที่เผชิญตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาหนักทุกครั้ง แต่หนักสุดเป็นช่วงอายุ 29 ปี จากวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ขณะนั้นทำให้ “เทเลคอมเอเชีย” (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นทรู) ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่พุ่งจาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 1.2 แสนล้านบาท จากภาวะเงินบาทลอยตัว และเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี ที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มมาแทนที่โทรศัพท์พื้นฐาน 

“ช่วงเวลานั้นหาทางออกลำบากมาก แต่ผมบอกตนเองทุกวันว่าถ้าเราเริ่มจากจุดต่ำสุด จากนี้ไปจะมีแต่บวกทำให้กล้าเดินหน้าต่อ จนค่อย ๆ มองเห็นทางออกในที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญว่าควร “เดินหน้าต่อ” หรือ “หยุด” มีหลักคิดว่าจะมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อ “ส่วนรวม” หรือไม่

แม้สิ่งที่ทำจะ “ท้าทาย” หลายครั้งคนส่วนใหญ่มองว่า “เสี่ยง” หรืออาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับคนจำนวนมากก็จะเดินหน้าต่อ

“ช่วงที่อายุยังน้อย บางเรื่องที่ต้องตัดสินใจ คิดจนเช้า เป็นแบบนั้นอยู่หลายเช้าเลย แต่ปัจจุบันเริ่มบรรลุขึ้น คือยังคิดมาก แต่ไม่เท่าเมื่อก่อน”

ทั้งยังมองว่า “วิกฤต” แต่ละครั้งเปรียบกับ “บททดสอบ” ในการตามหา “ตัวจริง” เพราะช่วงที่มีปัญหา หรือเกิดวิกฤต มักไม่มีใครออกมายอมรับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ “ตัวจริง” จะแสดงให้เห็นถึง “ความเสียสละ” และ “ความกล้า” ที่จะเผชิญหน้าเพื่อร่วมแก้ไขสถานการณ์แทนที่จะหนีปัญหา

ในทางตรงข้ามกับยามที่องค์กรดำเนินไปได้ด้วยดี หรือประสบความสำเร็จ ทุกคนมักต้องการออกมาบอกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้น

“โอกาส” ที่ซ่อนในวิกฤต

“ศุภชัย” บอกด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ และช่วงเวลาที่มองว่าเป็นวิกฤตมักมีโอกาสใหม่ ๆ ซ่อนอยู่ เช่น สงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบไปทั้งโลก และไทยถือว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น 2 เท่า ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันคิดเป็น 10% ของ GDP

แต่ถ้ามองให้ลึก สงครามครั้งนี้คือการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจของโลก ทำให้เกิดการแบ่งขั้วของห่วงโซ่อุปทาน 

“ถ้าเราอยู่ตรงกลาง หมายความว่าเราเข้าไปอยู่กับห่วงโซ่อุปทานของใครก็ได้ เทียบเคียงกับเวียดนามจะเห็นว่าทั้งไทยและเวียดนามมียุทธศาสตร์เหมือนกัน คือรักษาความเป็นกลางต่างต้องการเป็นศูนย์กลางอาเซียน ซึ่งต้องวัดว่าใครจะทำได้ไวกว่ากัน”

“ศุภชัย” กล่าวต่อว่า เวียดนามประกาศแผนผลิตไฟฟ้าจาก “ลม” โดยตั้งเป้าไว้สูงถึง 600 จิกะวัตต์ ขณะที่ทั้งประเทศไทยใช้ไฟฟ้าประมาณ 30-35 จิกะวัตต์เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามมีเป้าหมายเป็นผู้ส่งออกและให้บริการด้านพลังงานกับไทย และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อาจรวมถึงจีนด้วย

“การลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ หรือยุโรป กำลังวิ่งมาที่ไทย ถ้าเรามีแผนที่ชัดเจนเรื่องพลังงานสะอาด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสที่ใหญ่มาก ๆ ของประเทศไทย”

สร้างธุรกิจที่ “ส่งต่อ” ได้

“ศุภชัย” ยังพูดถึงสิ่งที่จะทำให้องค์กรอยู่รอด และเติบโตเป็นองค์กรร้อยปีว่า มาจากการมีค่านิยม, วัฒนธรรมองค์กร และธรรมาภิบาลที่ดี ในกรณีเครือ ซี.พี. มีการกำหนด Core Value
“หลัก 3 ประโยชน์” คือ 1.ประโยชน์ต่อประเทศชาติ 2.ประโยชน์ต่อประชาชน และ 3.ประโยชน์ต่อองค์กร หรือแม้แต่ “กลุ่มทรู” ก็มี Core Value 4C คือ 1.Caring (ความเห็นอกเห็นใจ) คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมก่อน ตามด้วย 2.Credible (ความน่าเชื่อถือ) 3.Creative (ความสร้างสรรค์) และ 4.Courage (ความกล้าคิดกล้าทำ) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และยังแก้ไม่เสร็จในปัจจุบันจะมีคนรุ่นใหม่ที่เก่งกว่าเข้ามาแก้ ดังนั้น หน้าที่ของเราคือการออกแบบเวที หรือกรอบความคิดให้พวกเขามาต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ ๆ ได้

ตั้งรับ “AI All-in”

สำหรับเทรนด์ที่ต้องจับตาอย่างมากในปัจจุบัน “ศุภชัย” มองว่า คือเทคโนโลยี “AI” เพราะเปรียบได้กับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ และรวดเร็วกว่ายุคอินเทอร์เน็ตหลายเท่าตัว 

“ขนาดของผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจาก AI อาจยิ่งใหญ่กว่าสงครามใด ๆ รวมกันเสียอีก AI จะนำมาใช้เป็นฐานรากสำคัญในการแก้ปัญหาที่ระบบเดิมทำไม่ได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ เช่น การสร้างระบบให้คนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคล เป็นต้น”

และอีกไม่เกิน 3-5 ปี ทั้งโลกจะเข้าสู่ยุค “AI All-in” คือ มี AI ฝังตัวอยู่ในทุกสิ่ง อยู่ในมือผู้คน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ และชีวิตประจำวัน

นับหนึ่ง Arise Ventures

“ศุภชัย” ยังพูดถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกคน “เข้าถึง” (Accessibility) การใช้เทคโนโลยี AI และการสร้างธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อควบคุมเทคโนโลยีให้ทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์โดยที่ยังทำให้มนุษยชาติดำรงอยู่ต่อไปอย่างปลอดภัยว่า คือเหตุผลสำคัญในการก่อตั้ง “อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป” ด้วย

โดยมีพันธกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการศึกษา ทำให้ผู้คนเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง 2.ด้านเทคโนโลยี ทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี AI หรือ Computing Tech ได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่คนเข้าถึงสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์มาแล้ว

3.ด้านการเงิน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบการเงินและสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาการเงินนอกระบบผ่าน Digital Bank

และ 4.ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) เช่น ใช้ AI ช่วยประเมินคนจำนวนมาก วิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการ และการตรวจพันธุกรรม (Genetic Test) เพื่อให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลว่าควรรับประทานอะไร หรือดูแลร่างกายอย่างไรจึงจะแข็งแรง

“ทุกสิ่งที่ทำมาสะท้อนการเติบโตในเส้นทางการทำงานของผม ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมเคยบอกตนเองว่า 20 ปีแรกสำหรับการเรียนรู้ 20 ปีต่อมาคือการสร้างความมั่นคง และหลังจากนั้นคือการทำเพื่อส่วนรวม”

ต้องไม่หยุด “เรียนรู้”

“ศุภชัย” ย้ำว่า ในยุคที่ AI เข้ามาสร้าง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องพร้อมเป็น “นักเรียน” ตลอดเวลา ไม่สามารถยึดติดกับประสบการณ์ หรือความสำเร็จในอดีตได้อีกต่อไป เพราะวงจรความรู้เก่าจะสั้นลงเรื่อย ๆ นอกจากอัพสกิลความรู้ใหม่ ๆ แล้ว ยังต้องทดลองนำ AI มาสร้างประสิทธิภาพและมูลค่าใหม่ ๆ ในสายงานของตนเอง

ขณะเดียวกัน บทบาทของ “ซีอีโอ” จะเปลี่ยนไป ไม่ใช่ “ผู้ที่รู้ข้อมูล” มากที่สุดในองค์กรอีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) คอยตรวจสอบ และดูแลภาพรวม โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยประมวลผล ตัดสินใจ รวมถึงเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนมนุษย์

และไม่ว่าปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงจะมาจากสิ่งไหน “การศึกษา” คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ จึงไม่ควรปล่อยให้นักศึกษากว่า 2 ล้านคน และเด็กในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเรียนในรูปแบบเดิม ที่เป็นการสอนแบบสื่อสารทางเดียว (One Way) เป็นสิบ ๆ ปี 

“คุณครูไม่ได้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว ควรเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้เป็นแบบลงมือปฏิบัติจริง (Project Base/Apply Base) ให้เด็กได้ทำโปรเจ็กต์ที่นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม”

พร้อมเพิ่มหลักสูตรด้าน AI และวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้พื้นฐานในโรงเรียนควบคู่ไปกับวิชาหลักเดิม

“พอ AI เข้ามามีบทบาทมาก ๆ ผมอยากเตือนแรง ๆ ว่าเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใด คือความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์”

แม่ทัพ “อไรซ์ เวนเจอร์ส” ทิ้งท้ายด้วยว่า การมาถึงของ AI อาจทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่ไม่ยั่งยืนจากปัจจัยต่าง ๆ  เช่น ความเครียด และการกดดันทางสังคม  AI จะช่วยปลดล็อกให้มนุษย์มีเวลามากขึ้น และสร้างสรรค์ผลงาน (IP) ที่เกิดจากความรักความสนใจได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Leader for the Next Era ศุภชัย เจียรวนนท์