Skip to content

สงครามตะวันออกกลาง-เอลนีโญ ซ้ำเติมข้าวไทย

03 มิ.ย. 2569 | 16:00น.
สงครามตะวันออกกลาง-เอลนีโญ ซ้ำเติมข้าวไทย
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : กฤชนนท์ จินดาวงศ์/ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ธนาคารกรุงไทย

สงครามตะวันออกกลางกำลังกดดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยผ่านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการขนส่งที่หยุดชะงัก จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงนํ้ามันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคานํ้ามันและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญกับต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามยังอาจกดดันกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าในตะวันออกกลาง และเพิ่มความเสี่ยงต่อคำสั่งซื้อสินค้าเกษตรและอาหารไทยในระยะข้างหน้า

ข้าวเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรของไทยที่มีความเปราะบางสูงต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากพึ่งพาตลาดภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง โดยข้าวมีสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางถึง 13% ของการส่งออกไปตลาดโลก สูงกว่าค่าเฉลี่ยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยที่ 5.4% โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตลาดอิรัก 1 ล้านตัน คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ขณะเดียวกัน ธุรกิจข้าว โดยเฉพาะโรงสีมีต้นทุนด้านพลังงานเฉลี่ยสูงถึงราว 10% ของต้นทุนรวม สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคเกษตรและอาหารไทยที่ 3% นอกจากนี้ ผู้ส่งออกข้าวไทยยังมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่เพียง 8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ราว 12%

แรงกดดันสะท้อนชัดผ่านการส่งออกข้าวไทยไปอิรักที่หดตัวลงมาก โดยในช่วง ม.ค.-มี.ค. 2569 ไทยส่งออกข้าวไปอิรักราว 9 หมื่นตัน ลดลงจากราว 3.0 แสนตันในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือหดตัว -70% YOY จากปัญหาติดขัดด้านการขนส่งและความล่าช้าในการเดินเรือ อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามตะวันออกกลาง ประกอบกับค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสงครามที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการนำเข้า ทำให้การส่งออกข้าวไปตลาดอิรักทำได้จำกัดมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

นอกจากผลกระทบด้านการส่งออกแล้ว ต้นทุนปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและมีความเสี่ยงขาดแคลนจากสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตต่อไร่ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบทั้งหมดราว 95% ของความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งหมด โดยเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางราว 34% ทำให้ราคาปุ๋ยและความเสี่ยงด้านการขาดแคลนปุ๋ยเป็นปัจจัยหลักที่จะซ้ำเติมต้นทุนและกระทบต่อผลผลิตข้าวตั้งแต่ฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตข้าวไทยในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ข้าวไทยยังเผชิญกับการแข่งขันจากทั้งเวียดนามและอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียที่มีแนวโน้มเร่งระบายสต๊อกข้าวและกลับมาส่งออกมากขึ้นหลังผ่อนคลายมาตรการจำกัดการส่งออก ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นและกดดันราคาข้าวโลกต่อเนื่อง ทำให้ผู้ส่งออกข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในตลาดข้าวขาวที่อ่อนไหวต่อราคาเป็นสำคัญ

จากปัจจัยข้างต้นทั้งด้านการหยุดชะงักของการส่งออกไปตะวันออกกลาง ความเสี่ยงด้านผลผลิต และการแข่งขันในตลาดส่งออก Krungthai COMPASS จึงประเมินว่า ในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวไทยจะลดลงราว -9% YOY เหลือ 7.2 ล้านตัน

ผู้ประกอบการข้าวไทยควรปรับตัว เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนและความผันผวนของตลาดโลกมากขึ้น โดยในระยะสั้น ผู้ส่งออกควรบริหารต้นทุนด้านโลจิสติกส์ผ่านการกระจายเส้นทางขนส่งและเจรจาสัญญาระยะยาวกับสายเรือ เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางและค่าประกันภัยที่ผันผวน ส่วนในระยะกลาง ผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาสินค้าข้าวมูลค่าเพิ่มและข้าวเฉพาะตลาด เช่น ข้าวสุขภาพ ข้าวยั่งยืน และข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มอัตรากำไรและลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกที่ใช้น้ำน้อยเข้ามาปรับใช้ จะมีความสำคัญมากขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญและต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข้าวไทย สงคราม เอลนีโญ