Skip to content

มาเลย์เบรกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ สะเทือนห่วงโซ่ประมงใต้ รัฐเร่งเจรจาปลดล็อก

03 มิ.ย. 2569 | 11:17น.
มาเลย์เบรกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ สะเทือนห่วงโซ่ประมงใต้ รัฐเร่งเจรจาปลดล็อก

มาตรการมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 กลายเป็นแรงกระแทกใหม่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทย หลังเอกชนมองว่าอาจโยงปมไทยคุมเข้มปลากะพงขาวจากมาเลเซีย กระทบตั้งแต่ฟาร์ม ผู้รวบรวม แพรับซื้อ โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ รัฐบาลสั่ง 2 กระทรวงเร่งเจรจา พร้อมงัด 13 มาตรการดูดซับผลผลิตไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน สกัดราคาหน้าฟาร์มร่วง

มาตรการระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซีย กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนด้านการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยกับมาเลเซีย หลังทางการมาเลเซียประกาศควบคุมการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

กุ้งที่ถูกระงับนำเข้า ได้แก่ กุ้งลายเสือ หรือ Brown Tiger Prawn, กุ้งแชบ๊วย หรือ Banana Prawn, กุ้งขาวแวนนาไม หรือ Whiteleg Shrimp, กุ้งกุลาดำ หรือ Giant Tiger Prawn และกุ้งน้ำเงิน หรือ Blue Shrimp

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเจรจากับทางการมาเลเซีย เพื่อคลี่คลายมาตรการดังกล่าวโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนี้กระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และชาวประมง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงและรับซื้อกุ้งสำคัญ หากปล่อยให้ยืดเยื้ออาจกดดันราคากุ้งหน้าฟาร์ม และซ้ำเติมรายได้เกษตรกรรายย่อย

สั่ง “พาณิชย์-เกษตร” เร่งคุยมาเลย์

นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เร่งหารือกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อหาทางออกที่ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้า และไม่ปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว

พร้อมกันนี้ยังให้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ ทั้งการป้องกันราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ การดูแลผลผลิตที่อาจเข้าสู่ตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น และการเร่งเปิดตลาดสำรองเพื่อระบายสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทน

น.ส.รัชดากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่าปัญหานี้ต้องไม่กลายเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเชื่อมโยงทั้งฟาร์ม ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และแรงงานจำนวนมาก ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเร็ว ชัดเจน และมีมาตรการรองรับเป็นรูปธรรม

พาณิชย์งัด 13 มาตรการ ดูดซับ 400 ตันต่อเดือน

ด้านกระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อน 13 มาตรการช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการกุ้งไทย ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน หลังประเมินว่าไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300-400 ตัน มูลค่าเฉลี่ยประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน

นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการของมาเลเซียจะดำเนินต่อไปจนกว่าหน่วยงานไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ จะส่งคำตอบชี้แจงแบบสอบถาม หรือ Questionnaire ด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้ทางการมาเลเซียครบถ้วน จากนั้นมาเลเซียจึงจะนำข้อมูลไปประเมินมาตรการอีกครั้ง

กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายหน่วยงานในสังกัดทั้งในและต่างประเทศเร่งหาตลาดรองรับผลผลิต โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะผลักดันตลาดสำคัญ เช่น จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น รวมถึงตลาดใหม่ในอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมาและสิงคโปร์

นอกจากนี้ จะใช้กิจกรรมส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจเป็นช่องทางระบายสินค้า เช่น งาน Top Thai Brands ที่คุนหมิง ระหว่างวันที่ 11-16 มิถุนายน 2569 และเซี่ยเหมิน ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569 งาน Thailand Week ที่ต้าเหลียน ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 และหลานโจว ระหว่างวันที่ 9-13 กรกฎาคม 2569 รวมถึง Online Business Matching สำหรับสินค้ากุ้ง และกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทยในงาน SIAL ช่วงเดือนตุลาคม 2569

ดึงตลาดในประเทศช่วยพยุงราคา

ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในจะจัดกิจกรรม “หรอยริมเล” ที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนมิถุนายน เพื่อนำผลผลิตกุ้งที่ได้รับผลกระทบมาจำหน่าย พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต กระบี่ และตรัง

มาตรการภายในประเทศยังครอบคลุมการเปิดจุดรับซื้อกุ้งโดยตรงในพื้นที่เป้าหมาย เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และฉะเชิงเทรา การเชื่อมโยงผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปเข้ารับซื้อจากแหล่งผลิตโดยตรง รวมถึงการรณรงค์บริโภคกุ้งทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือธงฟ้า

นอกจากนี้ จะจัดคาราวานสินค้าประมง เปิดจุดจำหน่ายกุ้งในกรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เพื่อช่วยระบายผลผลิตและพยุงราคาหน้าฟาร์ม

ส่วนกรมการค้าต่างประเทศจะนำผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมออกร้านและกิจกรรม Business Matching ในงานมหกรรมค้าชายแดนที่จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน 2569 และจังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2569

เกษตรนัดถกมาเลย์ 8 มิ.ย.

ฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุภายหลังหารือกับกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อปัญหาราคากุ้งในประเทศตกต่ำ ประกอบกับมาเลเซียประกาศระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 ชนิด จึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ หารือกับกลุ่มประมงเพื่อเร่งแก้ไข

เบื้องต้นประเมินว่า มาตรการของมาเลเซียอาจเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้มาตรการของไทยที่เข้มงวดในการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบนานถึง 15 วัน หลังเคยตรวจพบสารตกค้างในปี 2566

นายวัชระพลกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและเจรจากับมาเลเซีย โดยกรมประมงได้ประสานทางการมาเลเซียแล้ว และจะมีการเจรจาระหว่างกรมประมงของทั้งสองประเทศในวันที่ 8 มิถุนายน 2569

นอกจากนี้ ยังให้กรมประมงทบทวนมาตรการหรือลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังคงความเข้มข้นในการตรวจสอบ โดยนำเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของทั้งสองประเทศ

ผู้เลี้ยงกุ้งหวั่นสูญตลาด 8,000 ตัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย และนายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีที่วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ เพื่อขอให้เร่งเจรจาปลดล็อกมาตรการของมาเลเซีย

พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรเกษตรกร 19 องค์กร ระบุว่า มาเลเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของกุ้งไทย มีปริมาณส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 6,000-8,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของการส่งออกกุ้งไทย

ตลาดมาเลเซียยังมีบทบาทสำคัญต่อการระบายผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ ทั้งกุ้งเพาะเลี้ยงและกุ้งจากการประมงธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขนส่งผลผลิตขึ้นมาขายในภาคกลาง และช่วยพยุงราคาในช่วงที่ราคาตกต่ำ

การประกาศมาตรการและให้มีผลในระยะเวลาอันสั้น จึงกระทบโดยตรงต่อราคาและความเชื่อมั่นของเกษตรกร โดยสมาคมกุ้งไทยและพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรน หรือขยายเวลาบังคับใช้มาตรการออกไปก่อน

ปมปลากะพงลามกุ้งไทย

นายเอกพจน์ให้ความเห็นผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยว่า มาตรการระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียอาจเกี่ยวข้องกับกรณีไทยคุมเข้มปลากะพงขาวจากมาเลเซีย หลังผู้เลี้ยงปลากะพงขาวของไทยร้องเรียนว่าปลากะพงจากมาเลเซียเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยด้วยราคาที่ต่ำกว่า

ปลากะพงขาวจากมาเลเซียจำนวนมากมีจุดเริ่มต้นจากลูกพันธุ์ปลาของไทย แต่กระบวนการเลี้ยงของมาเลเซียมีประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้ต้นทุนต่ำกว่า และสามารถจำหน่ายปลาขนาด 6-8 ขีดในราคาที่แข่งขันได้ดีกว่าไทย ส่งผลให้ปลากะพงมาเลเซียเข้ามาตีตลาดไทย

นายเอกพจน์กล่าวว่า การตรวจสอบสารตกค้างเป็นเรื่องจำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่กระบวนการตรวจสอบต้องรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม หากสินค้าสดต้องรอค้างด่านหลายวันจนเสื่อมคุณภาพ อาจทำให้คู่ค้าไม่สบายใจและมองว่าไทยใช้มาตรการทางเทคนิคกีดกันการค้า

กระทบถึงชาวประมงพื้นบ้าน

สิ่งที่ผู้เลี้ยงกุ้งกังวลคือ มาตรการของมาเลเซียไม่ได้กระทบเฉพาะกุ้งเพาะเลี้ยง แต่ยังรวมถึงกุ้งทะเลที่เกี่ยวข้องกับชาวประมงพื้นบ้านและเรือประมงชายฝั่ง โดยเฉพาะกุ้งแชบ๊วยและกุ้งกุลาดำ ซึ่งมีทั้งจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยง

ผลกระทบจึงอาจลามถึงแพรับซื้อ แม่ค้ารายย่อย และชาวประมงภาคใต้ที่เคยขายกุ้งเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย โดยขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการรับซื้อหายไปจากตลาด เพราะไม่สามารถส่งสินค้าเข้ามาเลเซียได้ตามปกติ

นายเอกพจน์มองว่า การแก้ไขปัญหาควรให้สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งและกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงเข้ามาหารือร่วมกัน เพื่อจัดทำข้อเสนอเดียวกันในการเจรจากับมาเลเซีย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้การแก้ปัญหาไม่จบ และกระทบสินค้าประมงไทยในวงกว้าง

มาตรการระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียจึงไม่ใช่เพียงปัญหาส่งออกเฉพาะหน้า แต่สะท้อนแรงเสียดทานด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และมาตรการทางเทคนิคทางการค้า ที่อาจกระทบทั้งเกษตรกร ผู้ส่งออก และความสัมพันธ์การค้าสินค้าประมงไทย-มาเลเซีย หากการเจรจายังไม่สามารถหาทางออกได้โดยเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กุ้ง มาเลเซีย