Skip to content

อินโดนีเซียอ่วม รูเปียห์ร่วงทะลุ 18,000/ดอลลาร์-หุ้นดิ่งสุดในรอบเกือบ 6 ปี

04 มิ.ย. 2569 | 13:26น.
อินโดนีเซียอ่วม รูเปียห์ร่วงทะลุ 18,000/ดอลลาร์-หุ้นดิ่งสุดในรอบเกือบ 6 ปี

ค่าเงินรูเปียห์และดัชนีราคาหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นดัชนีที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียปีนี้โดยรูเปียห์อ่อนค่ามากถึง 0.5% และดัชนี IDX Composite ลดลง 5% เนื่องจากความเชื่อมั่นที่เปราะบาง โดยนักลงทุนต่างรีบถอนตัวออกแม้ไม่มีปัจจัยใหม่กระตุ้น

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า วันที่ 4 มิถุนายน 2026 ตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนัก โดยค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง ต่ำกว่าระดับสำคัญที่ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาหุ้นลดลงต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและอุปสรรคด้านเศรษฐกิจมหภาค ทำให้นักลงทุนหวาดวิตก

ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากถึง 0.5% ทำให้ในปีนี้ ประเทศขาดทุนไปแล้วประมาณ 8% ขณะที่ดัชนีจาการ์ตาคอมโพสิต (IDX Composite) ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นรวมของตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ลดลง 5% ทำให้ทั้งสองกลายเป็นดัชนีที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชียปีนี้

การเทขายเกิดขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของอินโดนีเซีย โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้การคลังภาครัฐตึงเครียด ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการแทรกแซงการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์โดยรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น รวมถึงแรงกดดันเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และการประกาศทบทวนกลุ่มตลาดจากมอร์แกน สแตนลีย์ (MSCI) ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ทำให้เกิดการดึงเงินลงทุนออกจากตลาด

นายเฟลิกซ์ ดาร์มาวัน นักวิเคราะห์จาก BCA Sekuritas ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ในอินโดนีเซีย ระบุว่า การเทขายครั้งนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และแรงกดดันจากดุลการค้าที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น

“นักลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านนโยบาย รวมถึงประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการอาหารกลางวันฟรี และแรงกดดันด้านอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยรวม” นายดาร์มาวันกล่าว

ความกังวลเหล่านั้น ปรากฏให้เห็นเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งแม้จะไม่มีปัจจัยกระตุ้นใหม่ ๆ เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบาง ซึ่งนักลงทุนต่างรีบถอนตัวออกแม้ว่าจะไม่มีปัจจัยใหม่มากระตุ้นก็ตาม                        

ความกังวลของนักลงทุน แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดผ่านทางค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้นักลงทุนต้องเฝ้าระวังการแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้น หรือสัญญาณที่ชัดเจนจากธนาคารกลาง

ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ (BNP Paribas S.A.) สัญชาติฝรั่งเศส, ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (MUFG) สัญชาติญี่ปุ่น และ Mega Capital Sekuritas บริษัทหลักทรัพย์ในอินโดนีเซีย คาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะเพิ่มการดำเนินงานในตลาด และอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนมิถุนายนนี้

นายปาริชา ไซม์บี นักกลยุทธ์จากบีเอ็นพี พารีบาส์ กล่าวว่า ในอดีตทางการอินโดนีเซียเคยปกป้องตัวเลขกลม ๆ นี้ และตัวเลข 18,000 น่าจะเป็นระดับที่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดจะจับตามองอย่างใกล้ชิดในทางจิตวิทยา โดยการพยายามแทรกแซงของธนาคารกลาง เหมือนจะเป็นไปเพื่อชะลอการอ่อนค่าของสกุลเงิน

หากทะลุตัวเลข 18,000 ไปแล้ว อาจเร่งให้เงินทุนต่างชาติจากหุ้นและพันธบัตรไหลออกเร็วขึ้น ดังนั้นระดับตัวเลขนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญอุปสรรคมากขึ้น

ในปีนี้กองทุนทั่วโลก ได้ขายหุ้นอินโดนีเซียไปแล้ว 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) และพันธบัตรอีก 653 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท)

“จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับความกังวลภายในประเทศ อาทิ การควบคุมการส่งออก รวมถึงการทบทวนกลุ่มตลาดจาก MSCI สินทรัพย์อินโดนีเซีย จะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านลบต่อไป” นายวี คูน ชอง นักกลยุทธ์ตลาดเอเชียแปซิฟิกจากธนาคารบีเอ็นวาย เมลลอน สัญชาติอเมริกัน กล่าว

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนได้ออกมาตรการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และธนาคารอินโดนีเซียได้ออกมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการออกธนบัตรสกุลเงินรูเปียห์และการออกข้อกำหนดที่เข้มงวดในการซื้อเงินสกุลดอลลาร์แล้ว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางเพิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 50 จุดพื้นฐาน

การตัดสินใจด้านนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลางจะมีขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2026

อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงอย่างเข้มข้นของธนาคารกลางก็มีต้นทุนเช่นกัน โดยในเดือนเมษายน ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองปี และฟิทช์ เรทติ้ง ได้เตือนว่า การที่เงินทุนสำรองลดลงอย่างมาก อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต