ส่องปมทุจริต ‘โครงการอาหารกลางวันฟรี’ อินโดฯ หลังหัวหน้าคนเก่า-ใหม่ พ้นตำแหน่ง
‘โครงการอาหารกลางวันฟรี’ ของอินโดนีเซีย หนึ่งในเสาหลักนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย กำลังตกอยู่ในความความวุ่นวายด้านการบริหารมากขึ้น เมื่อ นานิก เอส. เดยัง ประกาศลาออก จากตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติอินโดนีเซีย (BGN) หลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 45 วัน แทนที่หัวหน้าสำนักงานคนก่อนซึ่งถูกปลดและถูกจับกุมในคดีทุจริตเกี่ยวกับโครงการ
“ด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ดิฉันขอท่านประธานาธิบดีลาออก เพื่อเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับหัวใจในต่างประเทศ” เดยังโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2026 พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดีอนุมัติการลาออกของเธอแล้ว และเธอกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศในวันเดียวกันนี้ เพื่อเข้ารับการรักษา
ขณะที่ในโพสต์แยกกันอีกชิ้นหนึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา เดยังกล่าวว่า แพทย์ตรวจพบการอุดตันในหลอดเลือดแดง หลังจากที่เธอต้องนอกพักรักษาตัวอยู่บนเตียงเป็นเวลา 9 วัน และในโรงพยาบาลอีก 1 สัปดาห์ โดยอาการของเธอส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียดอย่างหนัก ในการดูแลจัดการงบประมาณมหาศาลของหน่วยงาน รวมถึงการตรวจสอบให้แน่ใจว่า เงินเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
เกิดอะไรขึ้นกับโครงการอาหารกลางวันฟรีของอินโดนีเซีย ทำไมเดยังถึงเครียดสะสมจากงบประมาณมหาศาล และเกี่ยวข้องอย่างไรกับการจับกุมหัวหน้าสำนักงานคนก่อนหน้า “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลสรุปให้ฟัง
โครงการใหญ่หมื่นล้าน
โครงการอาหารกลางวันฟรี (Makan Bergizi Gratis : MBG) เป็นหนึ่งในนโยบายเสาหลักที่พาประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ชนะการเลือกตั้งและก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2024 เป้าหมายคือ จัดหาอาหารกลางวันฟรีให้กับเด็กนักเรียนทุกคนในอินโดนีเซีย โดยเชื่อว่า โภชนาการที่ดีนำไปสู่การเรียนที่ดีขึ้น
นับตั้งแต่ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค. 2025 โครงการนี้กินงบประมาณแผ่นดินไปมากกว่า 6% ผ่านค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน เยี่ยมชมครัว โรงเรียน และตลาด เฉพาะในปี 2025 รัฐบาลอินโดฯ ใช้งบประมาณไปแล้ว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท)
ขณะที่ปี 2026 ในตอนแรกรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มอีก 5 เท่า มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) โดยมีเป้าหมายดูแลผู้ได้รับผลประโยชน์จำนวน 83 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์ ด้วยงบประมาณดังที่กล่าวไป ทำให้โครงการนี้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี ด้วยปัญหามากมายนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ รวมถึงปัญหาด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งอาหารไปยังพื้นที่เข้าถึงยากและภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งกระจายกันไปทั่ว ความกังวลด้านโภชนาการ และเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่หลายครั้ง ร่วมกับข้อครหาเรื่องการทุจริต ทำให้เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจลดงบประมาณสำหรับโครงการ MBG ลงเหลือราว 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.32 แสนล้านบาท)
ลิลี คามิลิยาห์ เลขานุการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติอินโดนีเซีย (BGN) กล่าวในแถลงการณ์ว่า ปราโบโวให้เวลา 1 เดือนเพื่อจัดทำตัวเลขงบประมาณในขั้นสุดท้าย โดยตัวเลขที่ประกาศนี้เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้น และยังมีช่องว่างในการปรับลดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก
“แม้จำนวนผู้ได้รับผลประโยชน์จะลดลง แต่ประธานาธิบดีไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จำนวนคนอีกต่อไป โดยต้องการปรับปรุงคุณภาพเพื่อไม่ให้เหตุการณ์อาหารเป็นพิษเกิดขึ้นอีก” อากุสตินา อารุมซารี รองหัวหน้าสำนักงาน BGN กล่าว
เจาะปัญหาหลัก คอร์รัปชั่น
ปัญหาหลายประการนับตั้งแต่โครงการเริ่มดำเนินการ ถูกโยงเข้ามาบรรจบกันภายใต้ปัญหาใหญ่ คือการทุจริตคอร์รัปชั่น
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ปราโบโวประกาศปลด ‘ดาดัน ฮินดายานา’ ออกจากตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ (BGN) เนื่องจากความบกพร่องในการบริหารจัดการองค์กร รวมไปถึงความล้มเหลวในการควบคุมคุณภาพอาหารสำหรับโครงการ MBG ซึ่งเป็นโครงการภายใต้หน่วยงาน
ต่อมา ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในวันที่ 3 มิ.ย. ทางการอินโดนีเซียเข้าบุกค้นและจับกุมดาดัน พร้อมอดีตเจ้าหน้าที่อีก 2 คน ในข้อหาทำให้รัฐเสียหายและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ชารีฟ ซูลาเอมัน นะฮ์ดี อัยการอาวุโสจากสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ดาดันเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับโครงการ MBG โดยมีอิทธิพลในการคัดเลือกมูลนิธิหลายแห่งเข้ามาดูแลโรงครัวของโครงการ ทั้งที่มูลนิธิเหล่านั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และเชื่อว่า ดาดันเป็นเจ้าของมูลนิธิเหล่านั้นผ่านบุคคลภายนอก ขณะนี้ความเสียหายของรัฐอยู่ระหว่างการประเมิน
การดำเนินงานผ่านมูลนิธิ ยังสร้างความสงสัยไปในวงกว้างว่า เหตุใดต้องดำเนินการผ่านมูลนิธิ ในเมื่อสามารถดำเนินการผ่านโรงอาหารของโรงเรียนได้โดยตรง
จากข้อมูลในเดือน เม.ย. 2026 ของ Network for Education Watch ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่น พบว่า โครงการ MBG มีความเกี่ยวโยงกับกรณีอาหารเป็นพิษอย่างน้อย 33,000 ราย สะท้อนให้เห็นปัญหาด้านสุขอนามัยอาหารที่อาจเกิดจากการทุจริตคัดเลือกผู้ดูแลโรงครัว
ด้านสำนักงาน BGN ออกแถลงการณ์ว่า จะเคารพกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำจุดมุ่งหมายหลักคือการดำเนินโครงการ MBG อย่างถูกต้องและโปร่งใส อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้โครงการนี้มีที่มูลค่างบประมาณสูงราว 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.32 แสนล้านบาท) เมื่ออ้างอิงจากงบปีปัจุบันที่ปรับแก้ล่าสุด ต้องตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น และถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน

การสอบสวนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ยังคงขยายวงกว้างขึ้น โดยขยายการสอบสวนไปยังบุคคลอีก 7 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร หนึ่งในนั้นคือ พลตำรวจตรีลาลู มูฮัมหมัด อิวาน มาฮาร์ดัน รองเลขาธิการฝ่ายส่งเสริมและและประสานความร่วมมือ ของสำนักงาน BGN
สำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า อิวานเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อถาดอาหารและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในโครงการ โดยมีการชำระเงินเต็มจำนวนสำหรับรถจักรยานยนต์อีวี จำนวน 21,081 คัน ในงบการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่า 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 พันล้านบาท) แต่กลับมีการส่งมอบจริงเพียง 3,229 คันเท่านั้น
นอกจากนี้ โครงการยังถูกตั้งข้อสงสัยในด้านประสิทธิภาพ โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า โรงครัวอย่างน้อย 18,000 แห่ง หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดในโครงการนี้ ล้วนตั้งอยู่บนเกาะชวา ซึ่งเป็นเกาะที่ร่ำรวยและมีประชากรมากที่สุดของอินโดนีเซีย
ขณะที่ในพื้นที่ปาปัวตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ 6 จังหวัดที่มีอัตราเด็กแคระแกร็นสูงที่สุดในอินโดนีเซีย ร่วมกับในบาลี กลับมีการจัดตั้งโรงครัวเพียงประมาณ 270 แห่งเท่านั้น
อีกทั้งจากข้อมูลของรัฐบาล พบว่า ระหว่างเดือน ม.ค. – ก.ย. 2025 หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก คิดเป็นเพียง 5% ของผู้ได้ความช่วยเหลือจากโครงการทั้งสิ้น 25.78 ล้านคน ทำให้ถูกมองว่าเป็นโครงการที่มีปัญหาในด้านการออกแบบนโยบาย
เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นานิก เอส. เดยัง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน BGN เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อเข้ารับการรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ เธอกล่าวว่า ขณะที่ทำงานอยู่ในสำนักงาน BGN เธอปฎิเสธที่จะลงนามในเอกสารใด ๆ ก็ตาม เว้นแต่ว่ารองหัวหน้าสำนักงานจะลงนามในขั้นแรกเอาไว้แล้ว
นอกจากนี้ เดยังยังยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์ของตน เนื่องจากถูก ‘ข่มขู่จากทุกด้าน’ สะท้อนให้เห็นว่า โครงการอาหารกลางวันและการทุจริตครั้งใหญ่เป็นเป้าจากทั่วทุกสารทิศ แม้เธอจะกล่าวว่า เธออาจร่วมงานกับประธานาธิบดีอีกในฐานะคณะกรรมการกำกับดูแล แต่ก็ได้ลั่นวาจาไว้ว่า ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน
คงต้องติดตามกันต่อไปว่าโครงการอาหารกลางวันที่มีเม็ดเงินมหาศาลกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของปราโบโวนี้ จะมีบทสรุปอย่างไร
อ้างอิง : Bloomberg, Reuters, Al Jazeera