พันธุ์ข้าว
ตลาดข้าวไทยต้องแข่งทั้งราคา คุณภาพ ข้อมูลที่แม่นยำ “อัตราสีแปรข้าว” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับนโยบาย เพราะตัวเลขนี้ถูกใช้คำนวณตั้งแต่ข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ไปจนถึงดีมานด์-ซัพพลายของประเทศ แต่ฐานข้อมูลเดิมของไทยใช้มานานกว่า 20 ปี ล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาและชี้ให้เห็นว่า หากยังใช้ค่าเฉลี่ยเดียวทั้งประเทศอาจทำให้การวางแผนข้าวคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และถึงเวลาที่รัฐต้องปรับฐานข้อมูลใหม่ให้ทันเกมข้าวโลก
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวระหว่างการเปิดผลการศึกษา “การศึกษาอัตราสีแปรข้าวไทย ปีงบประมาณ 2569” ของ TDRI ว่า อัตราสีแปรข้าวเป็นข้อมูลสำคัญมากต่อการบริหารจัดการสินค้าข้าวของประเทศ เนื่องจากภาครัฐใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณโครงสร้างราคา และใช้ประกอบโครงการหรือมาตรการต่าง ๆ ในการดูแลสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ปี 2548 หรือกว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่เทคโนโลยีการสีแปรข้าวของโรงสีไทยพัฒนาไปมาก ทำให้ได้ต้นข้าวมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตพลอยได้เช่น ปลายข้าวและรำข้าว รวมถึงสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออัตราสีแปรข้าวเช่นกัน
วัตถุประสงค์สำคัญของการปรับปรุงอัตราสีแปรข้าวครั้งนี้ คือใช้คำนวณความต้องการใช้ข้าว หรือดีมานด์ข้าวของประเทศในแต่ละปี ทั้งจากการบริโภคทั่วไปและการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับซัพพลายข้าว และใช้เป็นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนบริหารจัดการข้าวได้แม่นยำขึ้น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ซึ่งคาดว่าจะประชุมวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อให้รับทราบว่าความต้องการใช้ข้าวปีนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากอัตราสีแปรที่ TDRI ปรับปรุงใหม่
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในการประชุม นบข.ที่จะถึงนี้กระทรวงพาณิชย์ยังจะเสนอและพิจารณามาตรการเยียวยาชาวนาที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ นอกจากนี้ยังพบว่ากรมการค้าต่างประเทศจะเสนอการเจรจาขายข้าว G2G ไทย-จีนต่อ โดยเฉพาะสัญญาการซื้อ-ขายและส่งมอบ 4.6 แสนตันที่เหลือด้วย
อัตราสีแปรข้าวเก่ามาก
ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า อัตราสีแปรข้าวเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยอัตราเดิมมีทั้งข้อมูลเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อน และข้อมูลที่จัดทำละเอียดขึ้นช่วงโครงการรับจำนำข้าวปี 2555-2557 ซึ่งมีประมาณ 22 รายการ แต่ทั้งหมดล้าสมัยแล้ว ปัญหาสำคัญคือ เมื่อนำอัตราเก่าไปใช้ทำนโยบาย โดยเฉพาะการประมาณการปริมาณบริโภคข้าวสาร จะทำให้ตัวเลขไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังทำให้การตรวจสอบย้อนกลับไปยังประมาณการผลผลิตข้าวเปลือกทำได้ยาก เพราะผลผลิตข้าวเปลือกเป็นตัวเลขประมาณการอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องศึกษาอัตราสีแปรสภาพข้าวขึ้นใหม่

โรงสีขนาดกลางประสิทธิภาพดี
สำหรับผลการศึกษา “อัตราสีแปรข้าวไทย” พบว่า อัตราสีแปรเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งระบบข้าวไทย เพราะใช้คำนวณมูลค่าข้าว ส่วนประกอบของข้าว การแปลงข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร รวมถึงใช้วางแผนนโยบายและประเมินความสมดุลของอุปสงค์-อุปทานข้าว อย่างไรก็ตาม อัตราสีแปรที่ใช้อ้างอิงอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัด เนื่องจากข้อมูลเดิมศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2548 เป็นค่าเฉลี่ยทั่วประเทศเพียงอัตราเดียว และข้อมูลช่วงปี 2554-2557 ถูกใช้เพื่อรองรับโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด
ขณะที่ปัจจุบันชนิดข้าว พันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการสี ขนาดโรงสี และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ตัวเลขเดิมไม่สะท้อนสถานการณ์จริง และอาจกระทบต่อการประเมินมูลค่าผลผลิตข้าว ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้สำรวจโรงสีทั่วประเทศจากฐานโรงสีทั้งหมด 953 แห่ง สำรวจ 300 แห่ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค พร้อมสัมภาษณ์เชิงลึกอีก 26 แห่ง รวมตัวอย่างทั้งหมด 326 โรงสี
ทั้งนี้ ย้ำว่าไม่ควรนำอัตราสีแปรจากการสำรวจปี 2568 ไปใช้เป็นตัวเลขอัตราเดียวในการอ้างอิง เพราะอัตราสีแปรมีความแปรปรวนสูง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราสีแปรเปลี่ยนแปลง ได้แก่ คุณภาพและความสมบูรณ์ของเมล็ด ความชื้นข้าวเปลือกที่เหมาะสมระดับ 14-15% สภาพอากาศและฤดูกาล พื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยีโรงสี การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และอายุหรือช่วงเวลาเก็บเกี่ยว โดยการเก็บเกี่ยวในช่วงที่ดีที่สุดจะได้เมล็ดสมบูรณ์กว่า
ด้านประสิทธิภาพโรงสี ปัญหาหลักของโรงสีไทยคือ “ใช้กำลังการผลิตไม่เต็มศักยภาพ” เพราะมีข้าวเข้าสีไม่เพียงพอ ไม่ใช่ปัญหาโรงสีใหญ่เกินไป นอกจากนี้ โรงสีขนาดกลางทำได้ดีที่สุด ขณะที่โรงสีขนาดใหญ่อาจมีปัญหาบริหารซับซ้อน ควบคุมคุณภาพยากขึ้น ด้านต้นทุนการสีข้าว ผลวิเคราะห์พบว่า ยิ่งสีข้าวได้มากต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง โดยเฉพาะโรงสีข้าวเหนียว ข้าวนึ่ง และข้าวเจ้านาปรัง ขณะที่โรงสีขนาดกลางมีต้นทุนต่ำกว่าโรงสีขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการมีไซโลเก็บข้าวทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ช่วยรักษาคุณภาพข้าว
พันธุ์ข้าวปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์
TDRI เสนอรัฐปรับฐานข้อมูลอัตราสีแปรข้าวให้เป็นปัจจุบันทุก 3-5 ปี แยกตามชนิดข้าวและภูมิภาค พร้อมใช้อัตราสีแปรแบบถ่วงน้ำหนักตามประเภทโรงสี แทนค่าเฉลี่ยเดียวทั้งประเทศ โดยเฉพาะข้าวเหนียวในภาคอีสานที่ยังพึ่งโรงสีชุมชน ขณะเดียวกันในปีที่สภาพอากาศแปรปรวน ควรใช้อัตราสีแปรแบบช่วงค่า หรือ Range เพื่อสะท้อนผลกระทบจากอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และความผิดปกติของภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังเสนอเร่งถ่ายทอดความรู้หลังเก็บเกี่ยว ควบคุมความชื้นข้าวเปลือก สนับสนุนเทคโนโลยีสีข้าว ดิจิทัลและ AI ในโรงสี รวมถึงตั้งกลไกใหม่ด้านวิจัยและรับรองพันธุ์ข้าวแบบ Market & Farmer Driven หลังพันธุ์ข้าวปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ แม้ไทยเริ่มมีพันธุ์ใหม่ เช่น กข 113 และ กข 119 แต่ยังต้องติดตามการยอมรับจริง ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญ คือ ไทยยังไม่มีพันธุ์ข้าวต้านทานความร้อนและความชื้น