เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อาวดี้ ไทยแลนด์ ดัตช์ร่วมทุนเสริมความแข็งแกร่ง

13 มิ.ย. 2569 | 09:00น.
17-1

17-1

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

สองแม่ทัพใหญ่ของ “อาวดี้ ไทยแลนด์” (Audi Thailand) นำโดยบอสใหญ่ กฤษฎา ลํ่าซำ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร ไมซ์สเตอร์ เทคนิค และ เจอร์ราด แจนเซน รองประธาน กลุ่มพอน ออโตโมทีฟ (Pon Automotive Asis) เปิดเผยถึงเบื้องลึกของดีลครั้งใหญ่ระหว่างทั้งสองกลุ่มทุน จากกลุ่มทุนไทยอย่าง “ไมซ์สเตอร์ เทคนิค” และกลุ่มทุนยักษ์จากเนเธอร์แลนด์ พอน โฮลดิ้ง (Pon Holdings) ได้รวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและแข็งแรงให้กับแบรนด์รถยนต์อาวดี้ ในประเทศไทย รอบด้าน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ และการแข่งขันที่เร่งเร้าและเศรษฐกิจที่บีบรัดรอบด้าน จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

ปรับเพื่อโต

“กฤษฎา” ยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน ส่งผลให้ “อาวดี้ ไทยแลนด์” จำเป็นต้องขยับและปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกัน โดยมองหาโอกาส กลยุทธ์ใหม่ ๆ รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ(พาร์ตเนอร์) เพื่อให้การดำเนินธุรกิจดำเนินไปต่อได้อย่างแข็งแรงและมั่นคง

สำหรับกลุ่มพอน โฮลดิ้ง เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์อาวดี้เช่นเดียวกัน ตลอดช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาได้มีการหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันในฐานะผู้แทนจำหน่าย ซึ่งมีการไปมาหาสู่ และแลกเปลี่ยนร่วมกันมากว่า 50 ครั้ง

สิ่งที่ “กฤษฎา” และ “เจอร์ราด” ยอมรับตรงกัน ทั้งสององค์กรมีเหมือนกัน คือ DNA Perfect Fit หรือวัฒนธรรมองค์กร และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกัน ตรงไปตรงมา จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมาทั้งสองบริษัทได้ตัดสินใจร่วมทุนกัน

“กฤษฎา” รับอย่างเปิดอกว่า ตลอดระยะเวลา 9-10 ปีที่ผ่านมา “ไมซ์สเตอร์ เทคนิค” จะเริ่มต้นธุรกิจที่ “ไม่ง่าย” ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน รวมทั้งความยากลำบากในช่วงวิกฤตโควิด โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ถ้าไม่หาพันธมิตรก็อาจจะต้องลำบาก

ขยับโครงสร้างใหญ่

โดยการร่วมทุนครั้งนี้แม้ในส่วนของมูลค่าและรายละเอียดจะไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากกลุ่มพอน โฮลดิ้ง มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นบริษัทครอบครัว โดยมี “เจ้าของ” เพียงรายเดียว และยังมีอาณาจักรและความเกี่ยวข้องกับอาวดี้ และกลุ่มโฟล์กสวาเก้นมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ครองส่วนแบ่งการตลาดในเนเธอร์แลนด์ถึง 25% โดยมีการจำหน่ายรถยนต์ในเครือของโฟลก์สวาเก้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 100,000 คันต่อปี และขายรถยนต์อาวดี้ผ่านมือมาแล้วกว่า 600,000 คัน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

“เจอร์ราด” เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้ามาในครั้งนี้ “พอน โฮลดิ้ง” เชื่อว่าตลาดรถยนต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย-เวียดนามจะเติบโตบริษัทได้เข้ามาลงทุนในสองประเทศนี้เป็นหลัก

โดยสัดส่วนหุ้นแบ่งเป็นกลุ่มพอน โฮลดิ้ง 75% และกลุ่มคนไทย 25% และปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง โดย คุณกฤษฎา ล่ำซำ จะขยับไปนั่งในตำแหน่งคณะกรรมการกำกับดูแล (Supervisory Board) และ คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ นั่งประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร, คุณธีรคุปต์ ธรรมณีวงศ์ นั่งกรรมการผู้จัดการ

และ คุณเบเรนด์ โอมเมส นั่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้า โดยมีทีมผู้บริหารจะช่วยขับเคลื่อนองค์กร บนพื้นฐานความเคารพและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ประสบการณ์ระดับโลก” ของ Pon Holdings และ “ความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่น” ของไมซ์สเตอร์ เทคนิค

ทั้ง “กฤษฎา และเจอร์ราด” เชื่อว่าจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้ “ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ และต้องขอบคุณลูกค้ากว่า 8,000 รายที่อยู่กับเรา ถือเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง และพร้อมจะเดินเพื่อต่อยอดไปในอนาคต”

วางกลยุทธ์ระยะยาว – ยั่งยืน

“เจอร์ราด” ย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในระยะยาวท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกและในประเทศไทย

ทั้งนี้ เชื่อได้ว่าเป้าหมายการดำเนินธุรกิจระยะสั้น โดยปี 2570 ตั้งใจจะมียอดขายรถยนต์อาวดี้กลับไปที่ระดับ 4 หลัก (มากกว่า 1,000) จากก่อนหน้านี้อาวดี้ ไทยแลนด์เคยทำได้ระดับ 1,300 คันต่อปี

ส่วนเป้าหมายในระยะยาว “เจอร์ราด” บอกว่า เขามีเป้าหมายอยู่ในใจว่า 10 ปีจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นขอเดินไปทีละสเต็ปอย่างแข็งแรงและมั่นคงก่อน

สิ่งที่บริษัทเน้น และทำได้ทันที คือการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอรถให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าไทยอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าต้องได้รับการสนับสนุนจากอาวดี้ เอจี และทันทีที่เยอรมนีมีรถพวงมาลัยขวา ลูกค้าชาวไทยจะได้ชมรถคันจริงในเวลาไม่นาน โดยเราพยายามนำเสนอและคัดเลือกรถยนต์เพื่อให้ตรงกับรสนิยมของลูกค้าไทย จัดให้ครบทุกระบบขับเคลื่อน ทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

อย่างเร็ว ๆ นี้เตรียมรุ่นรถที่เตรียมทำตลาด New Q7, New Q9 และ New RS5 และสำหรับ New RS5 พวงมาลัยขวา ไทยได้สิทธิอยู่ในการผลิตลอตแรกสุดจากโรงงานเยอรมนีด้วย

เพิ่มความพอใจลูกค้าสูงสุด

นโยบายเป้าหมายหลักในความร่วมมือครั้งนี้ คือ การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า และงานบริการหลังการขาย

ปัจจุบันอาวดี้ ไทยแลนด์ มีช่องซ่อมรวมกว่า 100 ช่องซ่อม รองรับฐานลูกค้าที่มีอยู่8,000 คน และมีศูนย์ฝึกอบรม Audi Academy ที่มีสถิติจำนวน Certified Trainer ด้านหลังการขายมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

การเข้ามาของพอน โฮลดิ้ง จะช่วยเพิ่มศักยภาพ และอำนาจการต่อรองและการบริหารจัดการอะไหล่ให้ดีขึ้น

ส่วนการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย อาวดี้ย้ำว่า เมื่อปริมาณรถเพิ่มขึ้นจำนวนโชว์รูมก็จะต้องเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่วันนี้ทุกอย่างยังอยู่ในสถานการณ์ที่เพียงพอ

ยันไม่ร่วมสงครามราคา

“เจอร์ราด” ย้ำว่า อาวดี้ ไทยแลนด์ อยู่ในกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม และแน่นอนบริษัทจะไม่มีนโยบายในการทำสงครามราคาอย่างแน่นอน เพราะนั่นถือเป็นการ “ลดคุณค่าแบรนด์” และไม่สร้างความยั่งยืน บริษัทกลับมาลงทุนในตัว “บุคลากร” และ “กระบวนการดูแลลูกค้า” เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงบริการหลังการขาย

ส่วนโอกาสที่จะได้เห็นการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยเพื่อสู้ราคากับแบรนด์ยุโรปอื่น ๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน

เนื่องจากนโยบายของแต่ละประเทศ อีกทั้งโครงสร้างทางภาษีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) ของแต่ละประเทศในอาเซียนมีความผันผวน บวกกับพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสินค้าก็ต้องเปลี่ยนให้ทัน และแน่นอนเราเองก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Audi (อาวดี้)