เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พืชไร่จี้พาณิชย์เบรกข้าวโพด GMO หวั่นซ้ำรอยข้าวสาลี

12 มิ.ย. 2569 | 08:00น.
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สมาคมการค้าพืชไร่ยื่นหนังสือถึง “ศุภจี” ขอทบทวน-หยุดนำเข้าข้าวโพด GMO ชี้บทเรียนข้าวสาลีอาหารสัตว์ปี 2559 ทำราคาข้าวโพดไทยไร้เสถียรภาพ กระทบมันสำปะหลัง ปลายข้าว รำข้าว และข้าวเปลือก ดันวัตถุดิบอาหารสัตว์ไทยล้นตลาด ขณะที่สถิติฤดู 2567/68 ระบุอุปทานรวม 24.652 ล้านตัน สูงกว่าความต้องการใช้ 20.890 ล้านตัน เหลือส่วนเกิน 3.762 ล้านตัน

ประเด็น “ข้าวโพด GMO” กำลังกลายเป็นโจทย์ร้อนของภาคเกษตรไทย หลังสมาคมการค้าพืชไร่ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ทบทวนนโยบายนำเข้าข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรม โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนอาหารสัตว์ แต่โยงถึงเสถียรภาพราคาพืชไร่ รายได้ชาวไร่ชาวนา เศรษฐกิจท้องถิ่น และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

หัวใจของข้อกังวลอยู่ที่ “บทเรียนข้าวสาลีอาหารสัตว์” หลังภาครัฐเปิดทางให้นำเข้าตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งสมาคมระบุว่าในปีแรกมีการนำเข้าข้าวสาลีอาหารสัตว์มากกว่า 3.5 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 6 บาท และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาวัตถุดิบหมวดคาร์โบไฮเดรตของไทยต่อเนื่อง ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง ปลายข้าว รำข้าว และข้าวเปลือก

สมาคมการค้าพืชไร่ระบุว่า ช่วงต้นฤดูกาล 2568/69 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568-มกราคม 2569 ราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้อยู่เพียงกิโลกรัมละ 8-8.50 บาท ขณะที่ราคาปลายข้าว รำข้าว และข้าวเปลือกยังอยู่ในภาวะตกต่ำต่อเนื่อง ก่อนที่ราคาข้าวโพดและปลายข้าวจะเริ่มปรับขึ้นแรงในช่วงเมษายน-พฤษภาคม หลังผลผลิตข้าวโพดหมดจากแปลง และสินค้าส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้รวบรวมหรือผู้ที่ทำสัญญาซื้อล่วงหน้า

ประเด็นนี้ทำให้สมาคมตั้งคำถามว่า การอ้างว่าข้าวโพดไทย “ไม่พอใช้” อาจสะท้อนเฉพาะบางช่วงเวลา ไม่ได้มองภาพรวมธัญพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งระบบ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติปริมาณอุปทานวัตถุดิบอาหารสัตว์ไทย ฤดูกาล 2567/68 ระบุว่า อุปทานรวมอยู่ที่ 24.652 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ภาคปศุสัตว์อยู่ที่ 20.890 ล้านตัน และมีอุปทานส่วนเกิน 3.762 ล้านตัน

ในตารางเดียวกัน สมาคมยังระบุปริมาณวัตถุดิบสำคัญในฤดูกาล 2567/68 อาทิ ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.658 ล้านตัน, กากข้าวโพด DDGS 0.266 ล้านตัน, กากถั่วเหลือง 3.022 ล้านตัน, ข้าวนาปี 8.000 ล้านตัน, ข้าวนาปรัง 2.706 ล้านตัน, มันเส้น 3.037 ล้านตัน, รำละเอียด 0.060 ล้านตัน, กากปาล์ม 0.407 ล้านตัน, กากเบียร์ 0.139 ล้านตัน และปลายข้าวรวม 2.706 ล้านตัน

สมาคมเห็นว่า หากนำเข้า “ข้าวโพด GMO” เข้ามาเพิ่มเติม จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อวัตถุดิบไทยที่มีอยู่แล้วในระบบ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชไร่เศรษฐกิจหลักที่ยังเหลืออยู่ในโครงสร้างการผลิตของเกษตรกรไทย ร่วมกับมันสำปะหลังและอ้อย หลังพืชเศรษฐกิจอย่างถั่วเหลืองเคยลดบทบาทลงจากการแข่งขันกับวัตถุดิบนำเข้าราคาถูก

อีกประเด็นที่สมาคมย้ำคือ “ความไม่สมดุลของกฎเกณฑ์” เพราะหากอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพด GMO มาใช้ในประเทศ แต่ยังไม่เปิดให้เกษตรกรไทยปลูก เท่ากับเปิดทางให้วัตถุดิบนำเข้าเข้ามาแข่งขันกับผลผลิตในประเทศ ขณะที่เกษตรกรไทยไม่มีเครื่องมือแข่งขันในเงื่อนไขเดียวกัน

สมาคมยังโต้แย้งข้อกล่าวอ้างบางส่วนเกี่ยวกับข้อจำกัดการใช้วัตถุดิบไทยในอาหารสัตว์ เช่น กรณีไก่ต้องการสารสีจากข้าวโพดเพื่อให้ไข่แดงมีสีตรงตามตลาด โดยระบุว่าประเทศไทยมีการนำเข้ากากข้าวโพด DDGS หลายแสนตัน ซึ่งยังมีสารสีใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยได้อยู่แล้ว แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดโปรตีน ไม่ถูกนับเป็นวัตถุดิบที่มีผลต่อราคาข้าวโพดไทย

กรณีปลายข้าว สมาคมระบุว่า ที่ผ่านมาผลผลิตข้าวไทยอยู่ในภาวะล้นตลาด ราคาปลายข้าวและรำข้าวตกต่ำในหลายช่วง ขณะที่ราคามักปรับขึ้นเมื่อผลผลิตส่วนใหญ่ออกจากมือชาวนาไปแล้ว การหยิบราคาช่วงปลายฤดูมาอ้างว่าแพง อาจทำให้ภาพรวมตลาดคลาดเคลื่อน และทำให้ผลประโยชน์ไปตกกับกลุ่มที่ถือสต๊อกวัตถุดิบมากกว่าชาวไร่ชาวนา

ส่วนมันสำปะหลัง รำสด และข้าวเปลือก สมาคมระบุว่ายังสามารถนำมาใช้ในสูตรอาหารสัตว์ได้ หากมีการบริหารคุณภาพและสัดส่วนเหมาะสม โดยมองว่าหากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์หันมาใช้วัตถุดิบในประเทศเต็มกำลัง จะช่วยลดภาวะล้นตลาด เพิ่มเงินหมุนเวียนในชนบท และลดภาระรัฐในการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ข้อเสนอหลักของสมาคมการค้าพืชไร่มี 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนและหยุดการนำเข้าข้าวโพด GMO เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาพืชไร่ไทย เศรษฐกิจท้องถิ่น และความมั่นคงทางอาหาร และ 2. ขอให้ปรับมาตรการนำเข้าข้าวสาลีอาหารสัตว์จากสัดส่วน 3:1 เป็น 4:1 เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้วัตถุดิบคาร์โบไฮเดรตในประเทศมากขึ้น

โจทย์นี้จึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่า “ข้าวโพด GMO” จะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้มากน้อยเพียงใด แต่เป็นคำถามใหญ่ต่อโครงสร้างการค้าเกษตรไทยว่า รัฐควรให้น้ำหนักระหว่างต้นทุนอุตสาหกรรมปลายน้ำกับรายได้เกษตรกรต้นน้ำอย่างไร และจะบริหารวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งระบบอย่างไรไม่ให้กลายเป็นแรงกดทับซ้ำเติมเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ประเด็นที่ต้องจับตาคือ การตรวจสอบอุปทานจริงในระบบ ทั้งสต๊อกข้าวโพด ปลายข้าว รำข้าว มันสำปะหลัง และวัตถุดิบนำเข้า รวมถึงการประเมินผลกระทบเชิงโครงสร้าง หากไทยเปิดทางนำเข้าข้าวโพด GMO ในช่วงที่วัตถุดิบในประเทศยังมีส่วนเกิน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางรายได้ชาวไร่ชาวนาไทยไปอีกระยะยาว

แหล่งที่มา

  1. หนังสือสมาคมการค้าพืชไร่ ที่ สกร.008/2569 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เรื่อง ผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลีอาหารสัตว์จนถึงการจะให้นำเข้าข้าวโพด GMO
  2. หนังสือสมาคมการค้าพืชไร่ ที่ สกร.010/2569 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เรื่อง ขอปกป้องชาวไร่ชาวนาไทยและหยุดนำเข้าข้าวโพด GMO
  3. เอกสารแนบ “ขอให้ยกเลิกการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพด GMO”
  4. เอกสารแนบ “ข้อเท็จจริงข้อมูลวัตถุดิบอาหารสัตว์ไทย”
  5. ตาราง “สถิติปริมาณอุปทานวัตถุดิบอาหารสัตว์ไทย ฤดูกาล 2561/62-2567/68”